“พลังงาน” ปรับ “ดีเซล” 0.50 สตางค์/ลิตร “แก๊สโซฮอล์ 95” เพิ่ม 1 บาท มีผล 18 มี.ค.69
ต้นกุมภาฯ อีจัน
17 มีนาคม 2569

วันนี้ (17 มี.ค.69) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยกล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จนทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีกภายในประเทศกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น
หากนำมาเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน จะพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินน้อยที่สุด และเป็นประเทศเดียวที่ยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้เท่าเดิมตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระและติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะทยอยปรับครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ซึ่งหลังจากนี้ทางกระทรวงพลังงาน จะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อพิจารณาแนวทางปรับขึ้นราคาที่เหมาะสมในระยะต่อไป รวมทั้งเตรียมแผนที่จะเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาต่ำ ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป (คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการระยะแรกประมาณ 1 เดือน) และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ (คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์)
นอกจากนี้ จะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น เนื่องจาก E20 เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล ซึ่งผลิตได้เองภายในประเทศ เป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและจะทำให้ลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มาจากต่างประเทศ และจะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนปัญหาสถานีบริการขาดแคลนน้ำมันนั้น กระทรวงพลังงาน ได้เร่งให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มจำนวนรถขนส่งน้ำมัน เพิ่มรอบการวิ่ง สั่งการให้เปิดคลังน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร ผ่อนปรนระยะเวลารถขนส่งน้ำมัน เพื่อเร่งกระจายน้ำมันเข้าสู่ปั๊มต่างๆ ให้รวดเร็ว เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด รวมถึงการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นข้อจำกัดบางประการเพื่อให้รถขนน้ำมันที่ติดขัดเรื่อง spec ให้สามารถนำมาขนน้ำมันเพิ่มเติมได้ แต่ก็ต้องมีความปลอดภัย
กระทรวงพลังงานขอยืนยันว่า จะดำเนินทุกมาตรการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการราคา และการเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ ขอความร่วมมือ ให้ช่วยกันใช้น้ำมันอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด และขออย่าตื่นตระหนกจนกักตุนน้ำมัน เพราะนอกจากจะทำให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในวงกว้างแล้ว การเก็บรักษาน้ำมันไว้ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายร้ายแรงอีกด้วย

นายพิพัฒน์ รัชกิจปนะการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี รมว.พาณิชย์ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการจัดการราคาน้ำมันดีเซล หลังจากมาตรการของรัฐบาลครบกำหนด 15 วันในวันที่ 17 มี.ค.นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการสำคัญก่อนเดินทางไปเยือนประเทศลาว โดยกำหนดให้ต่อจากนี้ต้องมีการประกาศราคาน้ำมัน ณ หน้าโรงกลั่นหรือคลังน้ำมันเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการประกาศราคาหน้าสถานีบริการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น E10, E20, E85 และ B7
นอกจากนี้ รัฐบาลจะทยอยเพิ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล B10 และ B20 เข้าสู่ตลาดเพื่อเป็นทางเลือก โดยเฉพาะน้ำมัน B20 ซึ่งกระทรวงพลังงานตรวจสอบแล้วว่ารองรับการใช้งานกับรถบรรทุกขนาดใหญ่ตั้งแต่ 10 ล้อถึง 22 ล้อได้ จะไม่มีการจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันทั่วไป แต่จะใช้รูปแบบการขายส่งผ่านตัวแทน (Jobber) ส่งตรงให้กับภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการก่อสร้าง
มาตรการนี้มุ่งแก้ปัญหาเดิมที่ Jobber ไม่สามารถรับน้ำมันไปขายต่อได้เพราะราคาหน้าคลังแพงกว่าหน้าสถานีบริการ ทำให้รถบรรทุกในภาคอุตสาหกรรมต้องแห่เข้ามาแย่งเติมน้ำมันตามปั๊มทั่วไป จนเกิดสภาวะน้ำมันขาดแคลนและหมดปั๊มในที่สุด การดึงรถกลุ่มนี้กลับไปเติมน้ำมันผ่านการขายส่งในไซต์งานตนเอง จะช่วยลดความแออัดหน้าปั๊มได้โดยตรง
นายพิพัฒน์ ยังเน้นย้ำถึงผลดีต่อภาคการเกษตรว่า การผลักดันให้นำพืชผลการเกษตรมาผสมเป็นไบโอดีเซล B10 และ B20 รวมถึงเอทานอล จะช่วยพยุงราคาพืชผลทางการเกษตรของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผลปาล์มทะลายที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุดในอีก 4-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งตามปกติราคาอาจตกต่ำลงเหลือเพียง 4-5 บาทต่อกิโลกรัม แต่การดึงผลผลิตมาผสมใน B10 และ B20 จะช่วยรักษาระดับราคาปาล์มทะลายให้มั่นคงยืนหยัดอยู่ที่ระดับ 7 บาทต่อกิโลกรัมไว้ได้ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม