ไทยเจออุทกภัยซัดหนัก วิจัยดังชี้อีก 7-8 ปี กรุงเทพฯ จมทะเล

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

26 สิงหาคม 2567

ไทยเจออุทกภัยซัดหนัก วิจัยดังชี้อีก 7-8 ปี กรุงเทพฯ จมทะเล

วันนี้ (26 ส.ค.67) รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ เปิดเผยว่า ความไม่มั่นใจต่อการบริหารจัดการเรื่องอุทกภัย การจัดการน้ำท่วมขังและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเกิดขึ้นต่อสาธารณชน และเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นว่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การสูญเสียรายได้และทรัพย์สินแบบปี พ.ศ.2554 หรือไม่ และการเตรียมการรับมือมีประสิทธิภาพอย่างไร

ขณะที่ปัญหาที่ใหญ่กว่าน้ำท่วมขังอุทกภัยใหญ่แบบปี 2554 ก็คือมีงานวิจัยของกรีนพีซ หรือองค์การสาธารณประโยชน์ (NGO) เตือนว่าในอีก 7-8 ปี กรุงเทพฯอาจจมทะเล สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสังคมรุนแรงหากไม่ทำอะไรเพื่อป้องกันตั้งแต่ตอนนี้อย่างจริงจัง

“เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวพันกันมากขึ้น เรื่อย ๆ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ด้วยว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนที่ไม่มีการแก้ไขสูงถึง 20% ของจีดีพีโลก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตความเสียหายลดลงได้หากทุกประเทศร่วมมือกันในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสร้างมลพิษทางอากาศ” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ค่อนข้างเป็นห่วงว่า กรุงเทพฯ อาจจมทะเลในอีก 7-8 ปีข้างหน้า สิ่งก่อสร้างทั้งหลาย โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทั้งรัฐและเอกชน จะเสียหายหนักหากกรุงเทพจมอยู่ภายใต้น้ำ หากไม่มีใครสนใจในการศึกษาการทรุดตัวลงของกรุงเทพและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และไม่มีการเริ่มต้นลงทุนอย่างจริงจังเพื่อป้องกัน “กรุงเทพและปริมณฑล” ไม่ให้จมทะเล หากพื้นที่มากกว่า 80% ของกรุงเทพจมทะเล งานวิจัยกรีซพีซประเมินสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 18.6 ล้านล้านบาท กระทบประชาชนกว่า 10.45 ล้านคน

จึงเสนอนโยบาย 6 ข้อเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.สร้างเขื่อนกั้นน้ำ หรือ “ถนนเลียบชายฝั่งยกสูง” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากซึ่งรัฐบาลต้องวางแผนงบประมาณให้ดี

2.ปลูกป่าชายเลน เพื่อให้เป็นพื้นที่กันชน ซับน้ำ รองรับความรุนแรงของคลื่นทะเล การปลูกป่าชายเลนตลอดแนวพื้นที่จากบางขุนเทียน สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการจะฟื้นฟูธรรมชาติและยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย

3.จัดระเบียบการใช้ที่ดินริมชายฝั่ง 4.กระจายการลงทุนไปภูมิภาค 5.หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน และ 6.ศึกษาการย้ายเมืองหลวง นโยบายการย้ายเมืองหลวงแบบกรุงจาร์กาตาควรถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจัง

จึงอยากเสนอรัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นลงทุนเพื่อป้องกัน “กรุงเทพฯและปริมณฑล” ที่กำลังจมลงใต้ทะเลได้แล้ว

“การที่ประชาชนมีชีวิตปลอดภัยจากภัยพิบัติและอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็น สิทธิพื้นฐานที่สุดของประชาชนชาวไทยต้องได้รับการดูแล เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและสังคมต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้น การป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนเป็นเรื่องที่ใช้ต้นทุนน้อยกว่าการเยียวยาแก้ไขมาก” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว