YLG ชี้ยุคทองขาขึ้น สิ้นปี’68 แตะ 80,000 ลุ้นขึ้นบาทละ 100,000

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

18 ตุลาคม 2568

YLG ชี้ยุคทองขาขึ้น สิ้นปี’68 แตะ 80,000 ลุ้นขึ้นบาทละ 100,000

วันนี้ (18 ต.ค.68) นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า YLG ประเมิน “ทองคำยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น” มีโอกาสเห็นราคาทะลุ 4,435 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 78,000 บาท ภายในสิ้นปีนี้ (คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อดอลลาร์) และหากราคายืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสไปต่อถึง 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 80,000 บาทต่อบาททองคำ

อย่างไรก็ตาม การจะเห็นทองแตะ “หลักแสนบาท” ยังเป็นไปได้ยาก เว้นแต่จะเกิดปัจจัยลบขนาดใหญ่ เช่น สงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาที่ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ ก็อาจเห็นราคาทองคำบาทละแสนได้เช่นกัน

สำหรับปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่จะผลักดันให้ราคาทองคำต่อเนื่อง ดังนี้

1.ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยรวม 0.50% ภายในปีนี้ (ต.ค.–ธ.ค.) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ราคาทองคำขยับขึ้นต่อ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เข้าแทรกแซงนโยบายเฟด

2.ความเสี่ยงที่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านงบประมาณ (Government Shutdown) และหนี้สหรัฐฯ พุ่งทะลุ 37 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมภาระดอกเบี้ยกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ ยิ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนตัว และส่งผลบวกต่อราคาทองคำ

3.หลายประเทศทยอยลดการถือครองเงินดอลลาร์ (De-dollarization) และธนาคารกลางทั่วโลก ต่างซื้อทองคำเพิ่มขึ้น ข้อมูลระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเฉลี่ยปีละ 1,000 ตัน และแรกของปีนี้ซื้อไปแล้วกว่า 475 ตัน คาดทั้งปีจะเพิ่มเป็น 700-800 ตัน โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน ที่เพิ่มการถือครองจากกว่า 1,000 ตัน เป็น 2,300 ตัน และอาจแตะ 6,000 ตัน หากลดสัดส่วนทุนสำรองดอลลาร์ลง

ทั้งนี้ ราคาทองคำยังยืนอยู่ในระดับสูงและมีความผันผวน โดยประเมินแนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สามารถทยอยเข้าซื้อได้ ส่วนโซน 4,100-4,300 ดอลลาร์ก็ถือว่าน่าทยอยสะสม และหากราคาย่อลงต่ำกว่า 3,800-3,700 ดอลลาร์ ควรเข้าถือทันที ขณะที่ผู้ถือทองอยู่แล้วสามารถทยอยขายทำกำไรได้ แต่ไม่ควรขายหมด เพราะแนวโน้มหลักยังเป็นขาขึ้น