“แบงก์ชาติ” ชี้เกณฑ์ปล่อยกู้รถไม่เปลี่ยน แต่คุณภาพลูกหนี้แย่ลง
ต้นกุมภาฯ อีจัน
27 มิถุนายน 2567

วันนี้ (27 มิ.ย.67) จากกรณียอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพ.ค.67 จำนวน 49,871 คัน เพิ่มจากเดือนเม.ย.67 ที่ 6.70% แต่เมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.66 ลดลงที่ 23.38% โดยมีสาเหตุหลักมาจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับข้อมูลการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ลดลง 1.55% ในไตรมาส 1/2567 ชะลอตัวลงมากกว่าสินเชื่อประเภทอื่น และพบว่าการปฏิเสธสินเชื่อมีมากขึ้น
เรื่องนี้ นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เจอความท้าทายหนักหน่วงในหลายปีที่ผ่านมา คำถามคือต้นตออยู่ที่ไหน แน่นอนตัวสินเชื่อของยานยนต์ลดลง เพราะการปฏิเสธสินเชื่อมีมากขึ้น แต่ต้องถามว่าไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง เพราะจากการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต หรือปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยไปลดลงนั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ซบเซาไม่ไหว! ยอดขายรถยนต์เดือน พ.ค.67 ร่วงอีก 23% เหตุเศรษฐกิจซึม
“ต้องพิจารณาว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในบริบทที่สภาวะอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรทั้งในฝั่งการผลิต และฝั่งของผู้กู้เป็นอย่างไร ซึ่งเท่าที่สอบถาม และคุยกับผู้ประกอบการ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ พบว่ามาตรฐานสินเชื่อโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ที่เปลี่ยนคือคุณภาพลูกหนี้ที่มาขอกู้แย่ลง เลยทำให้การปฏิเสธมีมากขึ้น”นายปิติกล่าว

นายปิติกล่าวว่า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยายนต์กำลังถูกกดดัน ถ้ามองราคารถมือสองค่อนข้างซบเซา จากปกติที่เวลาคนซื้อรถใหม่แล้วเอารถเก่าไปเทิร์นเพื่อให้ได้เงิน แล้วเอาส่วนนี้ไปโปะซื้อรถใหม่ ถ้าราคารถมือสองตกต่ำ ทำให้ต้องใส่เงินเพิ่มมากขึ้นถึงจะซื้อรถใหม่ได้ สาเหตุนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสามารถและความต้องซื้อลดน้อยลง
ขณะเดียวกัน ก็มีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เข้ามาในตลาดเยอะ และราคาค่อนข้างถูกเลยสร้างความยากลำบากมากขึ้น อีกทั้งประชาชนรอดูความชัดเจนเรื่องการปรับลดราคาแบตเตอรี่ เพราะมีส่วนลดเป็นหลักแสนบาท จึงเกิดความลังเลที่จะซื้อรถ ประกอบกับตลาดรถปิกอัพ ที่ก่อนหน้านี้มีการเร่งปล่อยสินเชื่อไปมากพอสมควรแล้ว ทำให้ปัจจุบันการซื้อจึงกลับเข้าภาวะปกติ ดังนั้น ยอมรับว่ากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายพอสมควร
นายปิติกล่าวว่า กนง.มีเป้าหมายด้านสินเชื่อ หรือหนี้ครัวเรือนอย่างไรนั้น ต้องมองกลับมาที่เสถียรภาพด้านการเงินที่ กนง.มองหลายส่วน ถ้าเป็นส่วนของหนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือภาคครัวเรือนชัดเจนว่าเป็นปัญหาหนี้สูงบางกลุ่ม ขณะที่ภาคธุรกิจไม่ได้มีปัญหาหนี้สูง แต่เป็นปัญหาเรื่องกลไกลการจัดสรรสินเชื่อ หรือการเข้าถึงของผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) มีน้อยลง

สำหรับเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงสิ่งแรกที่ ธปท.ทำได้ อย่างน้อยเพื่อไม่ให้ปัญหาแย่ลง ธปท.ตระหนักดีว่าหนี้เป็นเป็นจุดเปราะบางของกลุ่มครัวเรือนข้องข้างเยอะ และมีความยากลำบาก โดยส่วนใหญ่มาจากมูลหนี้ที่สูง ดอกเบี้ยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาคือต้องจ่ายเงินต้น ซึ่งเป็นตัวที่สร้างปัญหา และต้องหาวิธีการแก้มูลหนี้ให้ได้ เนื่องจากดอกเบี้ยไม่ได้เป็นตัวที่จะสางปัญหาได้
“ไม่ได้มองว่านโยบายทางการเงินจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เรียนให้ชัดว่าไม่ได้มีเครื่องมือการใช้ดอกเบี้ย เพื่อตั้งทาร์เก็ทว่าให้หนี้ครัวเรือนอยู่ในตัวเลขอะไร แต่แค่รู้ว่ามันก็มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงของหนี้ที่ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยบ้างอย่างน้อยไม่ทำให้ในภาพรวมหนี้ครัวเรือนแย่ลง ให้มีเวลามาตรการเฉพาะจุดช่วยแก้มูลหนี้ และมีรายได้เติบโตให้ช่วยบรรเทาปัญหาลง”นายปิติกล่าว
ทั้งนี้ ธปท.คาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจไทยที่มีจุดตั้งต้นต่ำแต่ได้เร่งตัวขึ้น และทยอยเข้าสู่ศักยภาพ แต่ในภาพใหญ่ยังไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจดีเท่าที่ควร เนื่องจากยังมีปัจจัยฉุดรั้งในด้านปัจจัยเชิงโครงสร้าง การกระจายรายได้ยังไม่ดี เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะขยายตัวได้ที่ 2.6% ส่วนปี 2568 อยู่ที่ 3%
“ถ้ามีดิจิทัลวอลเล็ตจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ธปท.ประเมินไม่ต่างกับสภาพัฒน์ฯ รวมถึงนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยจะส่งผลบวกต่อจีดีพีที่ 0.3-0.4% แต่ผลเชิงบวกแบบเต็มศักยภาพน่าจะเป็นแรงส่งที่เกิดขึ้นในปีหน้ามากกว่า”นายปิติกล่าว