เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และthai PBS จัดเวทีนโยบายร่วมหาทางออก “ปรสิตเศรษฐกิจไทย” ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทา โดยมีตัวแทนจาก 5 พรรคการเมืองเข้าร่วมแสดงนโยบาย ได้แก่ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย และนายมารุต ชุ่มขุนทดตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม พร้อมตอบคำถาม 20 คำถามจาก 16 ผู้รู้ตัวจริง

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนมีโดยใช้หลัก 3 ข้อที่จะปิด “ปรสิตเศรษฐกิจไทย” ทุนผูกขาด แพลตฟอร์มต่างชาติ อำนาจสีเทาหรือข้อเรียกว่าลุมดำเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. THAI FIRST กวาดล้างนอมินี 2. THAI FAIR กำกับแพลตฟอร์มค่า GP และสินค้าเถื่อน 3. THAI FIGHT ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคา ซึ่งเป็นนโยบายพรรคฯ ทำไว้แล้ว
ขณะที่สินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาผ่านแพลตฟอร์ม ที่จริงไทยมีกฎหมายควบคุมสินค้าที่นำตลาดอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้กฎหมายความยุ่งยากมาก ซึ่งที่ผ่านมาแทบบังคับใช้กฎหมายอะไรไม่ได้เลยดังนั้นจะต้องมีการแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการบังคับ ดังนั้น รัฐจะต้องเข้ามาควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยสามารถขายได้ก่อน ให้ซื้อสินค้าไทยที่แพงกว่าสินค้านอกเพื่อที่จะให้ธุรกิจในไทยโต และมองหาช่องทางเพื่อส่งสินค้าออกไปขายอย่างต่างประเทศเช่นจากช่องทางนำเข้าสู่ประตูส่งออกสินค้าไทยไปอาเซียน เพื่อให้ต่างชาติสามารถซื้อสินค้าไทยได้เลย
ส่วนสินค้าไม่มี มอก. รัฐมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว และมีการประกาศควบคุมแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าไม่มีมอก. แต่ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นรัฐจะต้องออกมาบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังพร้อมชี้แจงเรื่องของระเบียบข้อกฎหมายให้แพลตฟอร์มรู้หากกระทำผิดก็ต้องแบน
นายมารุต ชุ่มขุนทด ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า หลายครั้งที่เราพุ่งเป้าไปที่สตาร์ตอัพแต่จุดเข้มแข็งของไทยจริงๆ แล้วอยู่ที่เกษตรกรรม ท่องเที่ยว แต่ปริมาณสตาร์ทอัพส่วนใหญ่อยู่ที่จุดไหน บางครั้งหลงทาง ซึ่งจะต้องเบนเข็มกลับมาโฟกัสด้านอุตสาหกรรมเกษตร และสิ่งที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าไปแก้คือแก้กฎหมายโดรนทางการเกษตรให้สามารถบินได้ รวมถึงแก้ที่เศรษฐกิจฐานรากก่อน หากไม่แก้จุดนี้เราจะแข็งกับต่างชาติไม่ได้
ขณะที่เรื่องสกแกมเมอร์ปัจจุบันแก้ปัญหาแบบปากว่าตาขยิบ ธนาคารเห็นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ธนาคารยังทำกำไรจากเรื่องนี้อยู่ หากเฟซบุ๊ก ยังทำโฆษณาอยู่แบบนี้ ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้ ดังนั้นคนที่จะมาทำเรื่องนี้คือพรรคกล้าธรรม
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย จะทำ 3 เรื่อง เพื่อแก้ปัญหาทุนเทา 1.ข้อมูลถือเป็นยาพิษทุนเทา พร้อมจัดให้เป็นระบบ 2.กติกา ที่เป็นอุปสรรคที่บ้างครั้งไปเอื้อให้ผู้มีอำนาจเปิดช่องให้ทุนเทาเข้ามา ดังนั้นต้องแก้กติกาที่เป็นอุสรรคที่เอื้อให้ผู้กระทำความปิดออก 3.จิตสำนึก เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ดีหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลหากเจอผู้กระทำผิดกฎหมายเราจะต้องจับดำเนินคดีเท่านั้นไม่มีข้อยกเว้น หากเราไม่เอาดำเราก็ไม่เทา
นายฉัตริน จันทร์หอม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีนโยบายอุดรอยรั่วเงินทุนไทยที่ไหลออก 3 เรื่อง ได้แก่ 1.สร้างอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย โดยให้ไทยสามารถซื้อขายแพลตฟอร์มได้เพื่อสกัดสินค้าต่างชาติชาติทะลักเข้าไทย และสนับสนุนค่า GP ที่เป็นธรรม รวมถึงดึงความต้องการของรัฐมาไว้ในแพลตฟอร์มซึ่งคาดว่ารัฐจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ของแพลตฟอร์ม 2.แก้ปัญหาเงินที่ไหลไปใต้ดิน หลังจากการที่พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศช่วยลดความเสียหายจากสแกมเมอร์ลงเหลือวันละ 60 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่เข้ามาบริหารเหลือ 100 ล้านบาท ถือว่าลงมากเยอะมาก 3.เงินที่ไหลไปสู่นายทุน ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาจะต้องนำเทคโนโลยีมาเข้าให้เกิดความโปร่งใส ตั้งแต่การประมูลจนรัฐให้บริการประชาชน ซึ่งในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเราทำเสร็จไปบางส่วนแล้ว เช่น ศูนย์ AOC (Anti Online Scam Operation Center) คือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้รวบรวมบัญชีม้าปิดบัญชีไปได้ 5 แสนบัญชี ส่วนบางอย่างเราเพิ่งเริ่มทำ และบางอย่างอยู่ในช่วงขั้นตอนการทำ หากไม่จบเราไม่เลิก
หากเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะทำให้สรรพากรไทยเก่งเหมือนกรมสรรพากรสหรัฐ (IRS) หากดูในรายละเอียดมี 4-5 เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันที อาทิ 1.รวบรวมข้อมูลไว้ตรงกลางให้หมด โดยรัฐบาลเพื่อไทยได้ดำเนินการไปแล้วอย่างนโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก หรือ Cloud First Policy ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจสอบการฟอกเงินหรือกระทำความผิดได้เกือบทั้งหมด 2. “อารีย์สกอร์” (Ari Score)
คือ ระบบคะแนนเครดิตรูปแบบใหม่กระทรวงกาคลังที่ใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น ประวัติการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และข้อมูลการใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้ผู้เข้าไม่ถึงเครดิตเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งที่แรกที่พรรคประชาธิปัตย์จะหากได้เป็นรับบาลคือตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการที่อยู่บนหัวเราว่ามีความปลอดภัยแค่ไหน เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการทุจริตของผู้นักการเมือง จากการลดสเป๊กอุปกรณ์ที่นำมาก่อสร้าง ดังนั้นเราจะต้องประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษีตรวจสอบอย่างจริงจังโดยนำข้อมูลที่เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐมาเปิดเผยให้สามารถตรวจสอบได้
ประชาธิปัตย์มองที่จะสร้างซุปเปอร์เอฟเพื่อให้ผู้ ประกอบการทำได้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการและลดต้นทุน เรื่องของสภาพคล่องทางการเงินถือว่าเป็นลมหายใจหลักของ SMS และข้อมูลหรือดาต้าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและรัฐเป็นหน่วยงานที่มีทรัพยากรนี้มากที่สุด ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อมูลเหล่านี้มาต่อยอดโดยเฉพาะ SMS การท่องเที่ยวที่จะต้องรู้ตั้งแต่เรื่องของโอเปอร์เรชั่น
นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์มองว่าทุกๆ 10 ปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยลดลงเฉลี่ยต่ำกว่า 5% ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์มองว่าการจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตได้ ในภาพเศรษฐกิจของไทยจะต้องดีกว่านี้ได้และเศรษฐกิจของไทยจะต้องโตภายในสี่ปีโดยคำนวณจากสารแล้วจะต้องเติมเต็มอีก 6 แสนล้าน จะต้องเติมอุตสาหกรรมใหม่เข้าไปอาทิอุตสาหกรรมเกษตรอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอาหารคุณภาพสูงและเซอร์วิสต่างๆที่เกี่ยวข้อง สองคือต่อยอดจากการท่องเที่ยวเช่นเวลเนเจอร์โดยรวมการท่องเที่ยวและการแพทย์ไว้ด้วยกัน ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงมาก
การนำความรู้จากการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ของรถยนต์ไฟฟ้ามาพัฒนาสมิไว้การซอฟต์แวร์ต่างๆซึ่งคาดว่าไทยจะสามารถผลิตได้ดีและสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องทำเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตคือจะต้องเจาะกรมที่จะรับงบประมาณและต้องมองหาสิ่งที่จะตั้งหัวหาด
ส่วนอุปสรรคคือการทำงานข้ามกระทรวง เราควรจะเปลี่ยนภาษาทางการเมืองได้แล้ววันนี้การที่จะวัดความสำเร็จของนักการเมืองคนใดคนหนึ่งนั้น ควรจะมีการวัดเคพีไอความเจริญของบ้านเมืองร่วมกันเช่นน้องตระการเด็ดเด็ดซีพีที่โตขึ้นคอรัปชั่นที่ลดลงและลูกค้าที่ฉลาดขึ้น วันนี้อนาคตของประเทศไทยเราได้มีการวางแผนผ่านแผนพระราชเศรษฐกิจฉบับที่ 13 เราควรจะเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองได้แล้วเพื่อที่ประเทศชาติจะได้เจริญไปพร้อมพร้อมกัน
