วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก หรือคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงาน ครั้งที่ 2 โดยมีนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน และผู้แทนคณะทำงานของกระทรวงพลังงานเข้าร่วม ว่า การหารือในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์ โดยมีการหารือบนพื้นฐานของข้อมูล เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งภาคประชาชนได้ยื่นข้อเสนอรวม 8 ข้อ
นายปานเทพ กล่าวว่า ข้อเสนอแรก คือ ขอให้ยกเลิกมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 8/2561 ลงวันที่ 20 เมษายน 2561 ที่ใช้หลักเกณฑ์กำหนดราคาน้ำมันเสมือนประเทศไทยไม่มีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ และต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ทั้งหมด โดยมีการบวกราคาส่วนเพิ่ม ทั้งค่าพรีเมียม ค่าปรับคุณภาพ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าขนส่งทางท่อ ค่าสูญเสีย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง
ทั้งนี้ เห็นว่าเป็นการสมมติราคาที่สูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันและสามารถกลั่นน้ำมันใช้เองได้ จึงเสนอให้ยกเลิกสูตรดังกล่าว โดยที่ประชุมทั้งฝ่ายรัฐและภาคประชาสังคมเห็นชอบในหลักการ เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาในขั้นตอนต่อไป
สำหรับข้อเสนอที่ 2 คือ การกำหนดสูตรคำนวณราคาน้ำมันใหม่ โดยเสนอให้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ หรือ Mean of Platts Singapore (MOPS) ใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 2 วัน ตามราคาที่ประกาศรายวันของสำนักข่าว Platts เพื่อใช้อ้างอิงราคาตลาดภูมิภาค แต่ให้ตัดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าออกทั้งหมด โดยเฉพาะค่าพรีเมียม
ส่วนค่าการกลั่น เสนอให้คำนวณจากราคาน้ำมันดิบดูไบ และใช้ค่าการกลั่นในตลาดสิงคโปร์เป็นฐาน ก่อนหักต้นทุนเสมือนนำเข้าออก เพื่อให้สะท้อนค่าการกลั่นที่แท้จริง
นายปานเทพ กล่าวว่า จากการศึกษาย้อนหลัง 7 ปี พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรีเคยใช้อ้างอิงที่ประมาณ 2.50 บาทต่อลิตร สูงเกินไป เพราะใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลังเพียง 5 ปี แต่เมื่อคำนวณใหม่โดยใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปี และหักต้นทุนการนำเข้าออกทั้งหมด พบว่าค่าการกลั่นที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 1.48 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ หากใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี จะพบว่าค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร และเมื่อนำต้นทุนเสมือนนำเข้าออก จะทำให้ค่าการกลั่นที่แท้จริงลดลงอีก โดยหากรัฐมนตรีเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว จะทำให้ค่าการกลั่นที่ปัจจุบันอยู่กว่า 8 บาทต่อลิตร ลดลงเหลือประมาณ 1.48-1.60 บาทต่อลิตรทันที
นายปานเทพ กล่าวว่า ที่ประชุม รวมถึงประธานการประชุมและโฆษกกระทรวงพลังงาน เห็นด้วยในหลักการดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ใช้เหตุผลและข้อมูลประกอบอย่างชัดเจน ซึ่งหากมีการกำหนดโครงสร้างราคาใหม่ จะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนข้อเสนอที่ 3 คือ เรื่องน้ำมันชีวภาพ โดยภาคประชาชนเห็นว่า ปัจจุบันเกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลักคือโรงกลั่นและผู้คัดเลือกซื้อเอทานอลหรือไบโอดีเซล
ทั้งนี้ เสนอว่า หากราคาพืชพลังงาน เช่น ไบโอดีเซล และเอทานอล สูงกว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปพื้นฐาน ไม่ควรนำมาผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ควรใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุน เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด โดยหากไม่มีการอุดหนุน ประชาชนจะสามารถเลือกได้เองว่าจะใช้น้ำมันที่ผสมพืชพลังงานหรือไม่
นายปานเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาเอทานอลของไทยสูงกว่าราคาน้ำมันเบนซิน รวมถึงสูงกว่าราคาตลาดโลก ทั้งในบราซิลและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันเสียเปรียบและแบกรับภาระต้นทุนเกินสมควร พร้อมเสนอว่า B100 จะต้องมีราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และเอทานอลจะต้องมีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน
ส่วนข้อเสนอที่ 4 คือ เรื่องค่าการตลาดน้ำมัน ซึ่งภาคประชาชนเสนอให้ยึดตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่กำหนดค่าการตลาดเฉลี่ยไว้ที่ 1.85 บาทต่อลิตร หลังจากนั้นมีการปรับเพิ่มเป็น 2 บาทต่อลิตร และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้มีการปรับเพิ่มเป็น 2.45 บาทต่อลิตร
นายปานเทพ กล่าวว่า การปรับเพิ่มค่าการตลาดดังกล่าวไม่เหมาะสม และเห็นว่าควรกลับไปใช้ระดับเดิมที่ 1.85 บาทต่อลิตร แม้ที่ประชุมจะอ้างผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เห็นว่าควรปรับเพิ่มค่าการตลาดก็ตาม แต่ภาคประชาชนไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าโครงสร้างปัจจุบันทำให้ผู้ค้าน้ำมันได้รับผลประโยชน์เกินสมควร
ทั้งนี้ เสนอให้ปั๊มน้ำมันได้รับผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันควรมีกำไรไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลิตร เพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบพลังงาน
สำหรับข้อเสนอที่ 5 เป็นเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การยุติการอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ การยุติการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากผู้ใช้น้ำมัน และการแยกบัญชี LPG ออกจากบัญชีน้ำมันเชื้อเพลิง
นายปานเทพ กล่าวว่า ภาคประชาชนเสนอให้ยุติบทเฉพาะกาลตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เปิดทางให้นำเงินกองทุนไปอุดหนุนเอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งมีราคาสูงกว่าตลาดโลกและสูงกว่าราคาน้ำมัน โดยมองว่าควรยุติโดยเร็วที่สุด แม้บทเฉพาะกาลดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กันยายน 2569 เพราะจะช่วยลดภาระประชาชนได้ทันที
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยุติการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากผู้ใช้น้ำมัน พร้อมระบุว่า ประธานที่ประชุมแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังไม่ได้จ่ายเงินชดเชยให้กับฝ่ายใด เนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนเสนอให้เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจากผู้ค้าน้ำมันที่ได้รับจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงวันที่ 23 มีนาคม – 7 เมษายน 2569 ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และอาจสูงถึง 120,000 ล้านบาท
รวมถึงค่าการกลั่นที่ได้รับประโยชน์เกินกว่า 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1 มีนาคม – 4 พฤษภาคม 2569 ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 76,000 ล้านบาท
นายปานเทพ กล่าวว่า เม็ดเงินทั้ง 2 ส่วน เพียงพอสำหรับชดเชยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบอยู่ 63,746 ล้านบาท ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 จึงไม่ควรเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเพิ่มเติมอีก
ส่วนข้อเสนอ 5.3 คือ ขอให้แยกบัญชี LPG ออกจากบัญชีน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด และให้คืนเงินที่เคยนำจากบัญชีน้ำมันไปอุดหนุนก๊าซ LPG กลับคืนภายใน 90 วัน โดยเสนอให้เรียกเก็บเงินคืนจากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาก๊าซต่ำในช่วงที่ผ่านมา
พร้อมเสนอให้แยกบัญชีชดเชยตามประเภทเชื้อเพลิง ได้แก่ บัญชี LPG บัญชีน้ำมันดีเซล และบัญชีน้ำมันเบนซิน เพื่อป้องกันการอุดหนุนข้ามประเภท และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานทุกกลุ่ม
นายปานเทพ กล่าวว่า ก่อนและระหว่างการประชุม ภาคประชาชนได้เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมดทันที โดยไม่ต้องรอการประชุมครั้งถัดไปในอีก 2 สัปดาห์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่ยื่นเอกสารให้รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ยังไม่มีข้อเสนอใดได้รับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่การเปิดเผยข้อมูลราคาไบโอดีเซล B100 หรือราคาเอทานอลก็ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างไรก็ตาม ประธานที่ประชุมยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยเร็ว
ทั้งนี้ ภาคประชาชนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแสดงความจริงใจในการผลักดันข้อเสนอทั้งหมดให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 7 วัน และอย่างน้อยต้องเสนอเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจโดยเร็วที่สุด เพื่อลดภาระผู้ใช้พลังงาน
นายปานเทพ กล่าวว่า หากสามารถปรับลดค่าการกลั่นตามโครงสร้างใหม่ได้ จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงประมาณ 6.45-6.57 บาทต่อลิตรทันที และหากลดค่าการตลาดจาก 2.45 บาทต่อลิตร เหลือ 1.88 บาทต่อลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเพิ่มอีกประมาณ 57 สตางค์ต่อลิตร รวมแล้วราคาน้ำมันจะลดลงได้มากกว่า 7 บาทต่อลิตร
พร้อมระบุว่า หากข้อเสนอทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า จะเป็นผลดีต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะการยุติการอุดหนุนพืชพลังงานที่มีราคาสูงกว่าตลาดโลกและทำให้เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ พร้อมเห็นว่า หากจะมีการส่งเสริมพืชพลังงานในอนาคต จะต้องจัดสรรผลประโยชน์ให้เป็นธรรมต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และผู้ประกอบการในระบบพลังงานร่วมกัน
ท้ายที่สุด นายปานเทพ กล่าวว่า ภาคประชาชนหวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน 7 วัน และหากสามารถผลักดันข้อเสนอได้สำเร็จ ก็จะถือเป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและกระทรวงพลังงาน ภายใต้การทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดภาระประชาชนต่อไป
ด้านนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้กำหนดกรอบเวลาศึกษาไว้ 60 วัน และจะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อเกินกว่านี้ โดยจะมีการประชุมทุก 2 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อเร่งสรุปข้อเสนอและผลักดันแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยครั้งต่อไปคือวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ในประเด็นเรื่องของ LPG
“ข้อเสนอหลายส่วนที่มีการพูดคุยกันในที่ประชุม อาจไม่จำเป็นต้องรอครบ 60 วัน หากเห็นว่าเป็นประโยชน์และสามารถดำเนินการได้ทันที ก็จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา โดยเชื่อว่ารัฐมนตรีมีดุลพินิจในการสั่งการได้ทันทีในบางเรื่อง”
สำหรับกรณีที่ภาคประชาชนมองว่ายังไม่มีข้อเสนอใดได้รับการตอบรับอย่างชัดเจน นายพงศ์พล ชี้แจงว่า คณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่ศึกษาแนวทางและรวบรวมข้อเสนอ เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรี ขณะเดียวกันข้อเสนอที่เห็นว่าเร่งด่วนและเป็นประโยชน์ ก็มีการทยอยเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาเป็นระยะ ซึ่งบางเรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการแล้ว โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ “ตาราง B100” ที่มองว่าน่าจะสามารถดำเนินการได้ทันที
นายพงศ์พล กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและกำหนดแนวทางด้านพลังงาน เป็นแนวทางที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ความสำคัญมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ความร่วมมือจากภาคประชาชนในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในระยะต่อไป
