นักวิชาการหวั่นเศรษฐกิจไทยทรุดจีดีพีโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

1 กันยายน 2568

นักวิชาการหวั่นเศรษฐกิจไทยทรุดจีดีพีโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี

ภายในหนึ่งสัปดาห์นับจากนี้ไป การเมืองไทยไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน แม้ว่า ว่าที่รัฐบาลใหม่ จะเป็นรัฐบาลผสมโดยมีแกนนำคือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนร่วมกันจับมือโค้นล้มรัฐบาลเดิม โดยถือเสียงข้างมาก จำนวน กว่า 280 เสียง จัดการฟอร์มทีมรัฐบาล และจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใหม่ทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ ประกอบด้วย

1.การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาท ไทย-กัมพูชา

2.การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

3.การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น

“ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” ในฐานะที่ติดตามประเด็นร้อนการเมืองจากกรณี “คลิปเสียงระหว่าง นางสาวแพทองธา ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สนทนากับสมเด็จฯ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา” ที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า นางสาวแพทองธา ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “ขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง” เช่นกัน

ดังนั้น การเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย โดยมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะว่าที่ “นายกรัฐมนตรี คนที่ 32” เปลี่ยนโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจจากนี้ไป จะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน เนื่องจากเงื่อนไขพรรคประชาชนที่เสนอจับมือกับ พรรคภูมิใจไทยนั้น จะขอเพียงแค่ร่วมเป็นรัฐบาลเพียง 4 เดือน โดนไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้น จะต้องประกาศยุบสภา เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่อีก

ดังนั้น โฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจไทยจากนี้ไปต้องจับตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่วังวนอยู่ที่เดิม เหมือนกับนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป โดยในช่วงนี้ ภาคเอกชนหวั่นวิตกว่า หากจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า และทีมเศรษฐกิจทำงาน “ขัดตาทัพ” จะทำให้เกิด สุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ทำร้ายความมั่นใจและเชื่อมั่นประชาชน และนักลงทุน  

“ทีมเศรษฐกิจอีจัน” ได้รวบรวมข้อมูลจากกูรูทางเศรษฐกิจภาคเอกชน เพื่อมาเขย่าและคลี่ปมปัญหาเศรษฐกิจให้เห็นกันชัดๆ อีกครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือเศรษฐกิจไทยในอนาคตอีก 4 เดือน และปีหน้า จนกว่า จะมี “รัฐบาลใหม่” อย่างเป็นทางการ 

หวั่นเกิดสุญญากาศเศรษฐกิจไทย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะกระทบการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ 

เกรียงไกร เธียรนุกุล

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุน สำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาวในขณะที่นักธุรกิจต่างประเทศยืนยันถึงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มียอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นอันดับ 1 มานานก่อนที่ในช่วงหลังจะมีจีนเข้ามาเป็นอันดับ 1 ในบางปี

การเมืองบั่นทอนเชื่อมั่นนักลงทุน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า คำตัดสินของศาลเป็นดุลยพินิจที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่น และอาจซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะเปราะบาง

พจน์ อร่ามมัฒนานนท์

โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เช่น กำลังซื้อในประเทศถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งชายแดน และปัญหาการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพ นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ การท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบ และความเชื่อมั่นจะสั่นคลอนหนักขึ้น

นายพจน์ กล่าวย้ำว่า สิ่งเร่งด่วนที่สุดคือการหานายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็ว และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถ เพื่อฟื้นฟูประเทศและสร้างความมั่นใจให้สังคมและนักลงทุน

“สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะงัก

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ว่า ถึงแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลว่า หากมีความล่าช้าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยใน ไตรมาส 3 สะดุดต่อเนื่อง และอาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2569 รวมถึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการถูกปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือประเทศ (Credit Rating Downgrade)

อมรเทพ จาวะลา

อย่างไรก็ดี คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคาดจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วๆนี้ ซึ่งหากแต่งตั้งได้โดยเร็วมองว่า จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างกรอบมุมมองทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคเอกชนและนักลงทุนคือ ความชัดเจนและเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง และคาดจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วๆ นี้ ซึ่งหากแต่งตั้งได้โดยเร็วมองว่า จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างกรอบมุมมองทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นได้

ทั้งนี้ไม่ว่าใครจะมาก็คงไม่หนีไปกว่าที่หลายคนเคยประเมินไว้ แต่โจทย์ขณะนี้ ท้าทายมาก เพราะวันนี้เราไม่มีเวลารอแล้ว รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่คงไม่มีเวลาฮันนีมูน กลับกันยิ่งต้องเร่งทำงานตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งด้วยซ้ำ ไม่เช่นกันเศรษฐกิจไทยอาจเสี่ยงสะดุดไปมากกว่านี้ และเราจะวิ่งตามประเทศอื่น ๆ ไม่ทันไปอีก

จีดีพีไทยทรุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สูงขึ้น หลังจากที่ น.ส.ทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องเข้าสู่รัฐบาลรักษาการ ทำให้การบริหารประเทศติดข้อจำกัด โดยเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.2–1.8% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี

อัทธ์ พิศาลวานิช

โดยปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญในระยะจากนี้ ทั้งการบริโภคไตรมาส 1–2 ของปีนี้จากที่ชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อเจอสถานการณ์การเมืองยิ่งกดดันกำลังซื้อผสมโรงกับรายได้ลดและหนี้ครัวเรือนสูง และการลงทุนของภาคเอกชนที่รอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ แม้ไตรมาส 2/2568 การลงทุนเอกชนขยายตัว แต่หากรัฐบาลยังอยู่ในสถานะรักษาการ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยังรอดูท่าที ทำให้ไตรมาสที่สี่มีแนวโน้มชะลอตัว รวมถึงการท่องเที่ยวที่ไม่แน่นอนในปี 2567 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 35 ล้านคน ส่วนปี 2568 ณ สิ้นเดือนส.ค. มีเพียง 21 ล้านคน ต้องการอีก 14 ล้านคนในเวลา 4 เดือนเพื่อเทียบเท่าเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ยากภายใต้รัฐบาลรักษาการ และมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสที่ 4/2568 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกเก็บภาษีถึง 19% ขณะที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เสรี กระทบการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี จำนวนถึง 2 คน ภายในระยะเวลา 2 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย ภายใต้การทำงานของนักเมืองที่ไม่มีประสบการณ์ ทำให้ประเทศไทยต้องเดินเข้าสู่ปัญหาวังวนเดิมๆ อีกครั้ง ทั้งในเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ราคาสินค้าแพงขึ้นทำให้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น หนี้เน่าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ประชาชนยังคงเฝ้ารอความหวังจากรัฐบาลชุดใหม่ ที่อาจจะเป็นเพียงแต่ความฝันเหมือนกับรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา ก็เป็นไปได้