โรงแรมโวย! นโยบายขึ้นค่าแรงใหม่ หนุนโรงแรมเถื่อนลอยตัว

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

20 สิงหาคม 2568

โรงแรมโวย! นโยบายขึ้นค่าแรงใหม่ หนุนโรงแรมเถื่อนลอยตัว

วันนี้ 20 ส.ค. 2568 นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ทางสมาคมโรงแรมไทยเห็นพ้องด้วยกับการที่คณะกรรมการค่าจ้าง ได้พิจารณาปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้กับลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของแรงงานอันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมผ่านการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

ด้านสมาคมฯ เห็นว่า กระบวนในการพิจารณาทางปกครองที่จะนำไปสู่การประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2568 ที่กำหนดให้ประเภทกิจกรรมโรงแรมตามกฎหมาย  ว่าด้วยโรงแรม เฉพาะโรงแรมประเภท 2 โรงแรมประเภท 3 และโรงแรมประเภท 4 ในท้องที่ทุกจังหวัดมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 400 บาททั่วประเทศ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 เป็นต้นไปนั้น

โดยจะส่งผลให้สมาชิกของสมาคมฯ และโรงแรมทั้ง 3 ประเภท ที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศ ได้รับผลกระทบต่อการประกอบกิจการในหลายพื้นที่ เพราะบางพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยและสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันไปด้วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนการบริการและความสามารถของธุรกิจ ซึ่งต้นทุนค่าแรง คิดเป็นอัตรา 25-30% รองลงมาเป็นค่าไฟฟ้า 25% รวมกันเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าแรงงานเกินครึ่งของต้นทุนของโรงแรม ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านอื่น ๆ อาทิ ค่าน้ำ ค่าอาหาร เป็นต้น

ขณะเดียวกันหากสมาชิกของสมาคมฯ กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยจะต้องมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปถึง  650 บาทต่อวันตามนโยบายรัฐบาล ก็จะต้องได้รับผลกระทบเพิ่มเป็นทวีคูณ ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงและสภาพเศรษฐกิจดี ย่อมจะไม่ได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการบริการและความสามารถของธุรกิจ ดังนั้น ประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้ปรับอัตราค่าจ้างประเภทกิจการโรงแรมในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราวันละ 400 บาทเท่ากันทั้งประเทศจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจในการออกประกาศที่ไม่ชอบตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

“รัฐบาลแทนที่จะสนับสนับสนุนให้โรงแรมที่ถูกกฎหมายแล้วให้รางวัลที่พัฒนาคุณภาพขึ้นมาได้สูงกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง แต้เหมือนเป็นการทำโทษผู้ประกอบการที่ทำดีแทน จากการปรับขึ้นต้นทุน โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานแบบนี้” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

ทั้งนี้การปรับค่าแรงขั้นต่ำมีความจำเป็น ตามมติของคณะกรรมการค้าจ้างเพราะเข้าใจว่าค่าครองชีพมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ที่ต้องยื่นศาลปกครองเพื่อทบทวนอัตราค่าจ้าเพราะโรงแรมประเภท 2 และประเภท 3 ปรับในอัตราเดียวกัน ทำให้สมาชิกมีการร้องเรียนเข้ามา เนื่องจากขนาดของโรงแรมแต่ละแห่งมีต้นทุนและรายรับไม่เท่ากัน รวมถึงราคาห้องพักจังหวัดท่องเที่ยวหลักและจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองราคาไม่เท่ากัน ซึ่งสมาคมฯ มีเวลาในการยื่นภายใน 30 วัน จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้

“ทางสมาคมฯ ได้ศึกษากระบวนการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน โดยคณะกรรมค่าจ้างจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดในแต่ละจังหวัดขึ้นเพื่อศึกษาบริบทในพื้นที่ จากนั้นจะเสนอค่าจ้างขั้นต่ำแก่คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองเพื่อพิจารณาข้อเสนอของแต่ละจังหวัด แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อพิจารณาลงมติรับรองข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดในแต่ละจังหวัดที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ต่อไป” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

โดยสมาคมฯ เห็นว่า ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างจะต้องคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมประกอบกันด้วย

ทั้งนี้ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ทางสมาคมฯ เห็นว่า แม้ว่ามาตรา 87 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จะให้อำนาจคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใช้เฉพาะกิจการโรงแรม ในท้องถิ่นใดก็ได้ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าคณะกรรมการค่าจ้างจะพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างในกิจการโรงแรมได้ตามอำเภอใจ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย

สำหรับข้อเท็จจริงปรากฎว่า คณะกรรมการค่าจ้างได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรมเป็นเงินวันละ 400 บาททั้งประเทศดังกล่าว ทั้งที่ภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละพื้นที่ในประเทศมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ดัชนีค่าครองชีพแต่ละจังหวัด ราคาของห้องพักที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัด ตลอดจนต้นทุนการบริการและความสามารถของธุรกิจในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สมาชิกผู้ประกอบกิจการโรงแรมได้รับผลกระทบในการประกอบกิจการอย่างร้ายแรง เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และสมาคมฯ ยังเห็นว่า หากไม่มีข้อกำหนดดังกล่าวใช้บังคับกับผู้ประกอบกิจการโรงแรม ก็ยังมีประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในข้อที่ได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มีความแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศอย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว

“สมาคมฯ จึงมีความจำเป็นต้องนำความเดือดร้อนหรือเสียหายจากประกาศของคณะกรรมการค่าจ้างดังกล่าว เสนอต่อศาลปกครองเพื่อให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายตามข้อ 2(1) ของประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2568 และให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป” นายเทียนประสิทธิ์ ระบุ