วัดฝีมือ “นายกฯ หนู” เอกชนแจกโจทย์ร้อน แก้เศรษฐกิจพ้นเส้นตาย

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

5 กันยายน 2568

วัดฝีมือ “นายกฯ หนู” เอกชนแจกโจทย์ร้อน แก้เศรษฐกิจพ้นเส้นตาย

วันนี้ (5 ก.ย.68) ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวถึงรัฐบาลใหม่ ว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะตอนนี้เศรษฐกิจขาลงทั้งของไทยและทั่วโลก และเมื่อเป็นช่วงขาลงของทั่วโลก 

แต่ไทยมีการพึ่งพาตลาดโลกมากพอสมควร สะท้อนจากตัวเลขส่งออกคิดเป็น 60% ของจีดีพี ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่อไป แต่เรื่องภายในประเทศเป็นตัวที่สามารถควบคุมได้ โดยประเด็นสำคัญมีอยู่ 2-3 เรื่อง 

1.เรื่องภาคการท่องเที่ยวจะผลักดันอย่างไรให้ชาวต่างชาติมั่นใจในประเทศไทยให้กลับมาเที่ยวเหมือนเดิมเพราะช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอข่าวไม่ดีค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องความขัดแย้งชายแดน ความปลอดภัย เรื่องลักพาตัว ข่าวต่างๆเหล่านี้ยังค้างอยู่ในระบบออนไลน์ของต่างประเทศ ซึ่งโจทก์คือจะแก้อย่างไรให้คนมั่นใจกลับเข้าไทยมากขึ้น

2.งบประมาณเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รัฐบาลจะทำอย่างไรเพื่อให้การใช้งบประมาณปี 2569 จะใช้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันการ หากหลังจากนี้ได้รัฐบาลใหม่ หรือจะเป็นรัฐบาลรักษาการ อย่างอย่างไรก็ตาม เรื่องงบประมาณก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถือเป็นปัจจัยหลักเรื่องเดียวที่สามารถควบคุมได้ภายในประเทศ

3.ส่วนเรื่องต่างประเทศที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก คือภาษีสหรัฐฯ แม้ประเทศไทยจะถูกคิดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อยู่ที่ 19% เรียกว่าแค่ผ่านด่านแรกเพราะยังมีด่านต่อไปให้คิดต่อ เพราะยังมีเรื่องภาษีค่าผ่านทาง (transshipment) ที่ต้องมีการเจรจาถึงเงื่อนไขและรายละเอียด

”สำคัญที่สุดคือต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน ที่จะต้องเข้มแข็งมากๆ“

ดร.วิศิษฐ์กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลจะยุบสภาภายใน 4 เดือน และช่องว่างระยะเวลาก่อนจะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่นั้นถือว่าต้องใช้เวลา แต่เศรษฐกิจก็ยังถึงขั้นเกิดสุญญากาศ แม้จะมีเรื่องกังวลอยู่แล้ว แต่ก็มีทางออกสำหรับเศรษฐกิจอยู่บ้าง ผลกระทบแรกก็คือความมั่นใจในนโยบายของรัฐบาลใหม่หลังจากนี้ เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังจับตาดูอยู่ว่าการเมืองไทยจะมีทิศทางอย่างไร 

ยืนยันว่าเรื่องนี้ยังสามารถดำเนินการได้แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ หรือรัฐบาลใหม่ รวมถึงรัฐบาลระยะสั้น การเดินต่อตามแนวทางที่มีมาอยู่ก่อนหน้านี้ ก็ควรจะสร้างความมั่นใจว่าการส่งเสริมและสนับสนุนในเรื่องของการลงทุนยังมีอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสื่อสารที่จำเป็นและสำคัญ

“เชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมา ภาพการส่งเสริมการลงทุนคงไม่เปลี่ยนจากช่วงที่ผ่านมา เพราะ 2 ปี เห็นการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่มีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างเร็วให้ทันสถานการณ์ ถือเป็นเรื่องที่ต้องส่งเสริมผลักดันและต้องมีภาพที่ชัดเจนออกมาว่ารัฐบาลสนับสนุนต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไม่ต้องลังเลในการลงทุน”

ดร.วิศิษฐ์กล่าวว่า กังวลปัญหาผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบหนักและยังอยู่ในช่วงวิกฤต จากที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงโดยเฉพาะปัญหาภายในประเทศจากที่ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย เศรษฐกิจก็เริ่มชะลอลงไปจากหลายสาเหตุ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งในหลายประเทศต่างๆ ด้วย

จะทำอย่างไรให้ไปต่อได้ปัญหาก็คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินทุนในการหมุนเวียนธุรกิจ คงต้องไปดูนโยบายในการซัพพอร์ตการเงินในระยะสั้น เพราะเอสเอ็มอีมีความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินหมุนเวียนและเงินสำรองมากกว่าเอสเอ็มอี 

“ดังนั้น โจทย์คือทำอย่างไรไม่ให้ธุรกิจล้มหายไปและทำให้สามารถธุรกิจเดินหน้าต่อได้”

ขณะที่ เรื่องค่าแรงงาน กกร. มีข้อเสนอไปที่รัฐบาลการขึ้นค่าแรงหลังจากนี้ขอให้เป็นไปตามประเภทอาชีพ หรือความสามารถ ความชำนาญของแรงงาน ซึ่งจะไม่มีการปรับทั่วประเทศในอัตราเดียวกัน เพราะขณะนี้เศรษฐกิจเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนานวัตกรรมหลากหลาย ทำให้แรงงานต้องพัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มและเพิ่มสิทธิให้กับตัวเองด้วย