“คลัง” ปรับแผนรับมือสงครามการค้าเดือด หลังรู้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ
ต้นกุมภาฯ อีจัน
4 พฤศจิกายน 2567

วันนี้ (4 พ.ย.67) นายพิชัย ชุณหวิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง กำลังอยู่ระหว่างประเมินผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ กมลา แฮร์ริส ขณะนี้ ไม่ว่าใครชนะก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยแน่นอน
ถ้าหากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งและเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปัญหาเศรษฐกิจจะมีความรุนแรงมากกว่านี้ โดยพิจารณาจากการหาเสียงของทรัมป์ ช่วงที่ผ่านมา เน้นเรื่องคนอเมริกันต้องมาก่อน (America First) เน้นการปกป้องผลประโยชน์ของคนอเมริกัน และการสร้างกำแพงภาษีนำเข้าจากต่างประเทศ

“ใครมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็มีปัญหาทั้งนั้น เพราะเสียงทั้ง 2 คนยึดหลักผลประโยชน์ประเทศ หากเทียบกับสมัยก่อน สหรัฐฯ จะเป็น One man show แต่ตอนนี้ มีขั้วอื่นๆ มาผสม ฉะนั้น เขาต้องปรับแนวนโยบายประเทศ เพียงแต่หนักแรงไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง ถ้าดูให้ดีไทยอาจได้ประโยชน์”นายพิชัยกล่าว
นายพิชัยกล่าวว่า โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติ ทยอยเข้ามาลงทุนต่อเนื่อง เพียงแต่เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องทำ 2 เรื่อง
1.การผลิตต้องใช้วัตถุดิบหรือสินค้า “โลคอล คอนเทนท์” ในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยจะต้องปรับปรุงต่อไปในอนาคต และ 2.เมื่อใช้โลคอลคอนเทนท์ในประเทศไทยมากขึ้น โครงสร้างกิจการหรือผู้ถือหุ้น ก็ควรเป็นของคนไทยด้วย
“ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไร ไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือ ทั้งระยะสั้น กลาง และระยะยาว โดยระยะสั้นช่วง 1-2 เดือนนี้ บวกกับมาตรการของขวัญปีใหม่ ส่วนกลางและยาวจะเน้นเรื่องโครงการลงทุนขนาดใหญ่ การรองรับการลงทุนใหม่จากภาคเอกชน มาตการทำให้ต้นทุนภาคเอกชนลดลง และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เป็นต้น”นายพิชัยกล่าว


นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนเรื่องค่าเงินบาทผันผวนนั้น ไม่ว่าเงินบาทอ่อนหรือแข็งค่า มี 2 ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ 1.หากเงินบาทอ่อนค่าต้องไม่น้อยกว่าคู่แข่ง และ 2.ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อแข็งค่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถดูแลสภาพคล่องและทุนสำรองได้อย่างเพียงพอ แต่ทั้ง 2 สิ่งนี้ คิดว่าไม่มีน่าปัญหา เพราะสามาถควบคุมและดูแลได้
แต่สิ่งที่อยากเห็นคือความสามารรถในการส่งออก โดยพิจารณาจากปัจจุบันว่าเงินบาท ณ ขณะนี้เป็นอย่างไร ถ้ามองสั้นๆ เงินบาทอาจแข็งค่ากว่าเพื่อนบ้าน แต่อยากมองระยะยาว ไม่ได้มองแค่ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือมองย้อนหลังไปหลายปี และไปข้างหน้า ไทยไม่เสียเปรียบคือประเด็นสำคัญที่สุด
“อัตราแลกเปลี่ยนเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น หลายประเทศที่เคยใช้เรื่องเงินเฟ้อเป็นเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ก็ต้องหันมาดูอัตราแลกเปลี่ยน โดยดูอย่างเปิดเผยหรือไม่เปิดเผย แต่แน่นอนเราคงไม่เข้าไปแทรกแซงทำงานของ ธปท. แต่ทุกประเทศก็ดูแลตัวเองทั้งนั้น”นายพิชัยกล่าว