ดีเดย์! 1 ม.ค. 69 ศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์ม เก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

22 ธันวาคม 2568

ดีเดย์! 1 ม.ค. 69 ศุลกากรผนึก 5 แพลตฟอร์ม เก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก

วันนี้ (22 ธ.ค. 68) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรร่วมกับ 5 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ บริษัท ลาซาด้า จำกัด, บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ติ๊กต๊อก ช็อป (ประเทศไทย) จำกัด, TEMU, SHEIN เพื่อปรับเกณฑ์การจัดเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยจะเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 นี้เป็นต้นไป จะเริ่มจัดเก็บภาษีกับสินค้าเหล่านี้ เพื่อปรับกติกาให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้ขายในประเทศและต่างประเทศ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทยในระยะยาว

สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยและ SME ควบคู่การเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งทะลักเข้าสู่ตลาดไทยจำนวนมากในแต่ละปี

อธิบดีกรมศุลกากรระบุว่า ที่ผ่านมาสินค้าจากต่างประเทศที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และมีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นทั้งอากรขาเข้าและ VAT ขณะที่ผู้ประกอบการในประเทศยังต้องแบกรับภาระภาษีดังกล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมามีปริมาณพัสดุสินค้าขนาดเล็กจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี การปรับเกณฑ์ภาษีครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐ ระดับหลายพันล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถนำไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

นอกจากมิติด้านรายได้ กรมศุลกากรยังให้ความสำคัญกับการปกป้องสังคมจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หรือไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า 20 หน่วยงาน ร่วมกับ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ 5 แห่ง ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและคัดกรองสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดไทย

ขณะที่สถิติการเติบโตของสินค้าข้ามพรมแดน สำหรับสินค้านำเข้าขนาดเล็กจากต่างประเทศมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปีที่ผ่านมามีสินค้าที่เป็นกล่องขนาดเล็กเข้ามาถึง 1,500 ล้านกล่อง และในปีนี้คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 200 ถึง 250 ล้านกล่อง โดยมูลค่ารวมของสินค้ากลุ่มนี้สูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท (จากมูลค่าสินค้ารวมทั้งหมด 45,000 ล้านบาท) ซึ่งการปรับเกณฑ์การจัดเก็บอากรสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้เสริมเข้าสู่รัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศและเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568 โดยมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนา Ecosystem ใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย สามารถเสริมสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างเสมอภาค และให้กรมศุลกากร ดำเนินมาตรการยกเลิกการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (De Minimis Value : DMV) เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยในประเทศ รวมถึง ผู้ประกอบการ SMEs ที่เสียภาษีถูกต้อง ให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ กรมศุลกากรจึงขานรับนโยบาย โดยการจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือในการกำกับดูแลและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายและสินค้า ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกและรวดเร็ว พร้อมปกป้องสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ