รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้ 10 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง ตรัง สตูล สุราษฎร์ธานี และชุมพร ประสบภาวะน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก สถานการณ์ครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงแค่ทรัพย์สินของประชาชนเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของระบบโลจิสติกส์การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย
วิกฤต “คอขวด” ที่หาดใหญ่
จุดวิกฤติที่รุนแรงที่สุดคืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” สำคัญของภาคใต้ก่อนที่สินค้าจะเดินทางไปยังด่านชายแดนสะเดาและปาดังเบซาร์ ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะทำให้น้ำระบายไม่ทัน การขนส่งทางถนนแทบหยุดชะงัก แม้รายงานสถานการณ์จะระบุว่าด่านศุลกากรหลักอย่าง “สะเดา” และ “ปาดังเบซาร์” ยังคงเปิดทำการตามปกติ แต่ในทางปฏิบัติ ภาคการส่งออกกำลังเผชิญภาวะชะงักงัน เส้นทางขนส่งทางถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่ด่านถูกตัดขาดหรือสัญจรได้อย่างยากลำบาก แม้รถบรรทุกขนาดใหญ่จะพยายามใช้เส้นทางอ้อมที่มีจำกัด แต่ก็เป็นไปอย่างล่าช้าและมีความเสี่ยงสูง สถานการณ์แย่ลงเมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยประกาศระงับบริการทุกเส้นทางที่สถานีสุไหงโก-ลก จนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน ทำให้ทางเลือกในการขนส่งลดน้อยลงอย่างมาก และสภาพคล่องของการไหลเวียนสินค้าแทบจะเป็นศูนย์
ความเสี่ยงด้านการส่งออก
ความเปราะบางของโครงสร้างการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่พึ่งพาช่องทางหลักมากเกินไป สะท้อนให้เห็นจากสถิติ 10 เดือนแรกของปี 2568 ที่มูลค่าการค้ารวมกว่า 96% กระจุกตัวอยู่ที่ 2 ด่านหลัก
1. ด่านศุลกากรสะเดา เป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงที่สุด โดยมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 311.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 10,947 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 76.30% ของมูลค่าการค้าชายแดนทั้งหมดกับมาเลเซีย
2. ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นอันดับสองมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 90.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 3,162 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20.06%
หากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้จากการส่งออกผ่านทั้งสองด่านรวมกันสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 14,100 ล้านบาท
ห่วงโซ่อุปทานสะเทือน: จาก “น้ำยางข้น” สู่ “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์”
สินค้าส่งออกผ่านด่านเหล่านี้ล้วนเป็นสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์, ส่วนประกอบรถยนต์, แผงวงจรไฟฟ้า และน้ำยางข้น การหยุดชะงักของการขนส่งครั้งนี้จึงส่งผลกระทบใน 2 มิติ
1. กลุ่มอุตสาหกรรม (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ / ยานยนต์)
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อาจส่งตรงเวลาเข้าโรงงานในมาเลเซียและสิงคโปร์ แม้จะหาเส้นทางอ้อมได้ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น 30-40% และใช้เวลานานกว่าปกติ 2-3 เท่า การส่งมอบล่าช้าอาจกระทบไลน์การผลิตแบบ Just-in-Time บางออเดอร์อาจต้องยอมยกเลิกเพราะไม่ทันส่ง
2. กลุ่มสินค้าเกษตร (น้ำยางข้น / ไก่สดแช่แข็ง)
สำหรับสินค้าเน่าเสียง่ายอย่างไก่แช่เย็นแช่แข็งมีความเสี่ยงเสียหายสูงสุดหากรถติดค้างเป็นเวลานาน ผู้ประกอบการบางรายต้องแบกรับความเสียหายโดยตรงเมื่อไม่สามารถส่งสินค้าได้ทันเวลา
ยุคดิจิทัลที่แพ้ภัยธรรมชาติ
นอกจากปัญหาการขนส่งแล้ว สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลายังไม่สามารถดำเนินการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูง ระบบอินเทอร์เน็ตล่ม และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต้องระงับจ่ายกระแสไฟฟ้า แม้ทางการได้เร่งแนะนำให้ผู้ประกอบการยื่นขอหนังสือรับรองผ่านเว็บไซต์แทน แต่ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่คุ้นเคยกับระบบออนไลน์ ทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งออกสินค้า
ภัยคุกคามต่อห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค
ด่านสะเดาไม่ใช่แค่จุดผ่านแดนธรรมดา แต่เป็นเส้นทางโลจิสติกส์หลักที่เชื่อมต่อไปยังท่าเรือปีนัง (Penang Port) ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญของมาเลเซียในการส่งออกสินค้าไปทั่วโลก การหยุดชะงักของด่านสะเดาส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบ Just-in-Time ซึ่งต้องการความแม่นยำในการส่งมอบ หากปัญหานี้เกิดซ้ำบ่อยครั้ง อาจทำให้โรงงานพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น
เวียดนาม-อินโดนีเซีย พร้อมแย่งส่วนแบ่งตลาด
ในขณะที่ไทยกำลังประสบปัญหา ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซีย อาจใช้โอกาสนี้แย่งส่วนแบ่งตลาด ลูกค้าต่างชาติที่ไม่ได้รับสินค้าตรงเวลาจากไทย อาจหันไปหาซัพพลายเออร์ใหม่ และเมื่อพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว การกลับมาใช้ซัพพลายเออร์ไทยอีกครั้งก็ไม่ง่าย นี่คือความเสียหายระยะยาวที่มากกว่าตัวเลข 14,100 ล้านบาทต่อเดือน
แนวทางแก้ไขจากเฉพาะหน้าสู่ระยะยาว
การเร่งระบายน้ำเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่โจทย์ใหญ่คือการกระจายความเสี่ยงเส้นทาง
โลจิสติกส์ในระยะยาว
ในระยะเร่งด่วน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเส้นทางหลักและจัดหาเส้นทางสำรองให้สามารถใช้งานได้โดยเร็ว ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับใช้ระบบออนไลน์ในการขอเอกสารการส่งออก เพื่อลดการพึ่งพาสำนักงานในพื้นที่เสี่ยงภัย
ระยะกลาง ควรพัฒนาศักยภาพของด่านชายแดนอื่นๆ เช่น บ้านประกอบ เบตง และสุไหงโก-ลก ให้รองรับปริมาณการค้าได้มากขึ้น ไม่ให้กระจุกตัวเพียงสะเดาและปาดังเบซาร์ พร้อมสร้างคลังสินค้าสำรองในพื้นที่ปลอดภัย และพัฒนาระบบขนส่งหลายรูปแบบที่ผสมผสานทั้งทางถนน รถไฟ และทางน้ำ
ระยะยาว จำเป็นต้องแก้ไขโครงสร้างของหาดใหญ่อย่างจริงจัง ทั้งระบบระบายน้ำและผังเมือง สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกด่านชายแดน เพื่อบริหารจัดการข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใดก็ตาม การดำเนินการทั้งสามระยะอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบการค้าชายแดนของไทยในระยะยาว
บทสรุป
วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้เห็นว่า การพึ่งพาเส้นทางขนส่งผ่าน “หาดใหญ่” เพียงจุดเดียว (Single Point of Failure) มีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับมูลค่าการค้าปีละหลายแสนล้านบาท การเร่งระบายน้ำเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่โจทย์ใหญ่คือการกระจายความเสี่ยงเส้นทางโลจิสติกส์ในระยะยาว
