CIMB T ลุ้นผล “อิ๊งค์” นั่งต่อ-พ้นเก้าอี้นายกฯ ฉุดเศรษฐกิจทรง-ทรุด
ต้นกุมภาฯ อีจัน
28 สิงหาคม 2568

กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังประธานวุฒิสภา รับคำร้องสมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 02 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารฯ กรณีคลิปเสียงการสนทนา กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ปัญหาชายแดน โดยศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 29 ส.ค.68

วันนี้ (28 ส.ค.68) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB T) เปิดเผยว่า คดีนายกฯ ความไม่แน่นอนทางการเมือง กับผลต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งความไม่แน่นอนกำลังสูงขึ้น และอาจกระทบทั้งการลงทุน ความเชื่อมั่น และทิศทางเศรษฐกิจ แบ่งเป็น 3 สมมุติฐานหลัก ดังนี้
1. นายกฯ ไม่ผิด และปฏิบัติหน้าที่ต่อ โดยเร่งเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือภาษีนำเข้าของสหรัฐ และดึงดูดการลงทุน แต่รัฐบาลยังมีความเสี่ยงจากเสียงปริ่มน้ำ อาจทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมือง และมีโอกาสนำไปสู่การเลือกตั้งหลังผ่านงบประมาณ
2. นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และเปลี่ยนตัวเป็น “นายชัยเกษม นิติสิริ” ซึ่งนโยบายต่อเนื่อง นำโดยพรรคเพื่อไทย การสานต่อด้านต่างๆไม่น่าสะดุด แต่เสถียรภาพการเมืองยังเปราะบางเพราะคะแนนเสียงในสภาปริ่มน้ำเช่นกัน ความเสี่ยงต่อการเลือกตั้งหลังผ่านงบประมาณยังมีอยู่
3. เปลี่ยนขั้วรัฐบาล ทำให้นักลงทุนอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอดูนโยบายใหม่ งบประมาณปี 2569 ที่เริ่ม 1 ต.ค. ยังเดินหน้า แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจช้าลงเพราะนักลงทุนรอความชัดเจน
ความเสี่ยงใหญ่ที่สุด คือ “การยุบสภา” ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงัก กระทบการลงทุน โครงการก่อสร้าง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยตรง
ทั้งนี้ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ (28 ส.ค.68) ฉากทัศน์ใดจะปรากฏ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ก็มีความเสี่ยงเติบโตช้าลง หรือถึงขั้นหดตัวเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ความหวังคือไม่ว่าผลจะออกมาทางใด เราอยากเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เร่งการจ้างงาน สร้างรายได้ ดึงดูดการลงทุน หาตลาดส่งออกใหม่
เพราะหลังจากนี้ไป ไทยยังต้องเผชิญสงครามการค้าที่ขยายวงกว้าง การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความผันผวนของค่าเงิน การหดตัวของสินเชื่อ และรายได้ของผู้บริโภคที่ต่ำ งบประมาณที่จำกัดและกำลังเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือปรับแนวโน้มเป็นเชิงลบในปีหน้าหากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น จะยิ่งซ้ำเติมการระดมทุนของเอกชน