“True” มั่นใจกำไรมาแน่ หลังควบดีแทค 18 เดือน หุ้นพุ่ง 38.4%
ต้นกุมภาฯ อีจัน
29 ตุลาคม 2567

วันนี้ (29 ต.ค.67) นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับแผนธุรกิจคาดว่าจะมีกำไรสุทธิแน่นอน เนื่องจากการควบรวมเครือข่ายของทรูและดีแทค หรือการควบรวมเสาสัญญาณเครือข่ายในการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย
โดยได้ดำเนินการไปแล้วมากกว่า 10,800 สถานีจากทั้งหมด 17,000 สถานี คาดว่าแผนดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาส 3/68
“จากการตั้งเป้าว่าบริษัทจะมีกำไรในปีนี้ แต่ถ้ามองกำไรหลังจากการปรับปรุงและผลกระทบ ทำให้กำไรติดลบอยู่ แต่พิจารณาแผนดำเนินงานแล้ว ทำให้ในปีหน้าเชื่อว่าจะมีกำไรกลับมาได้“นายนกุลกล่าว

นายนกุลกล่าวว่า ขณะเดียวกัน เรื่องของคลื่นความถี่ 5G คลื่น 850MHz และ 2300MHz ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (เอ็นที) ซึ่งกำลังจะหมดอายุในปี 68 ซึ่งทรูอาจจะไม่ได้ต่ออายุบางตัว ทำให้ทรูลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจจะมีกับเอ็นที
รวมถึงนโยบายการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ส่งผลให้บริษัทได้รับประโยชน์ไปด้วยเมื่อธนาคารต่างๆมีการลดดอกเบี้ยตามนโยบาย
ขณะเดียวกัน วงเงินกู้ซึ่งเชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Syndicated Loan) เป็นเงินเยนจากญี่ปุ่น ยังส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลงประมาณ 0.7-0.8%
“เดือนนี้เป็นเดือนที่ 18 ของการควบรวม ทรู-ดีแทค ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมาหนี้สินของบริษัทลดลง 1.2 เท่า ปัจจุบันอยู่ที่ 4.4 เท่า”นายนกุลกล่าว

นายนกุลกล่าวว่า นอกจากนี้ ผลประกอบการณ์ไตรมาส 3/67 ทรู คอร์ปอเรชั่นบันทึกผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (one-time costs) จากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่มีความซ้ำซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย จำนวน 3,917 ล้านบาท
ส่งผลให้มีขาดทุนสุทธิหลังหักภาษี 810 ล้านบาท เมื่อปรับปรุงรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว กำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 3,107 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 709 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA อยู่ที่ 24,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% จากไตรมาสก่อน
สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) อยู่ที่ 9,919 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่การดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย

นายนกุลกล่าวว่า ผลประกอบการเรื่องของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการประเมิน โดยหุ้นของ TRUE ปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ หากนับจากต้นปี 2567 พบว่าราคาหุ้น TRUE ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 135% ขณะที่ SET เพิ่มขึ้น 2.6%
ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.66 ที่ควบรวมกับดีแทค ราคาหุ้นเปิดอยู่ที่ 8.6 บาท เมื่อนับรวม 18 เดือน ราคาปัจจุบัน ณ วันที่ 28 ต.ค.67 ราคาปิดที่ 11.90 บาท ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้น 38.4%
ราคานี้จะไปต่อหรือไม่นั้น ปกติจะมีการวิเคราะห์หุ้นที่มีการออกรีพอร์ต ล่าสุดจากผลการดำเนินงานไตรมาส 3/67 หากพิจารณาค่ามัธยฐาน (Median TP) อยู่ที่ 13.90 บาท สะท้อนว่ามีโอกาสในการเติบโตขึ้นในแง่ของราคา อย่างไรก็ตาม ราคาอาจปรับไปเรื่อยๆ ได้อีก
อีกทั้งสัดส่วนการลงทุนใน Thai NVDR หรือการลงทุนในหุ้นของทรู โดยหลักๆ แล้วจะเป็นนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งวันที่ 3 มี.ค.66 สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติใน Thai NVDR อยู่ที่ 58.41% ปัจจุบันณ วันที่ 28 ต.ค.67 สัดส่วนอยู่ที่ 61.61%
“สะท้อนว่านักลงทุนมีความสนใจและเชื่อมั่น ทั้งของนักลงทุนไทยและต่างชาติในแง่ของทิศทางการดำเนินงาน และผลประกอบการของบริษัท”นายนกุลกล่าว