แบงก์ชาติเบรกเอี๊ยด!! บริษัทปล่อยสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง พบหนี้เสียกลุ่มเด็กพุ่ง
วันนี้ (2 มิ.ย.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน GovernorConnect เผยถึงการกำกับธุรกิจให้สินเชื่อ “Buy Now Pay Later” (BNPL) หรือบริการ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง”
เบื้องต้น ธปท. เตรียมออกประกาศใหม่ เพื่อระบุว่าธุรกิจประเภทนี้จะต้องถูกกำกับดูแล ซึ่งกระบวนการ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทปล่อยสินเชื่อในระบบแพลตฟอร์มออนไลน์รายต่างๆ เบื้องต้นมีจำนวน 8 ราย เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบธุรกิจและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกำกับดูแล
จากนั้นจะส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลัง เพื่อใช้อำนาจในการออกกฎหมายต่อไป คาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับที่ชัดเจนภายในเดือน ต.ค.-พ.ย.69
โดย ธปท.จะมีอำนาจในการเข้าไปดูแลผ่านการออกประกาศดังกล่าว โดยจะมุ่งเน้นไปที่บริษัทปล่อยสินเชื่อทั้ง 2 ประเภท ทั้งบริษัทลูกในเครือแพลตฟอร์มและบริษัททั่วไป และไม่ได้มุ่งเน้นการกำกับที่ตัวแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยตรง
“เราไม่ได้เข้าไปที่ตัวแพลตฟอร์ม ธปท. ที่มุ่งเน้นไปยังผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทลูกของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ หรือบริษัทอื่นที่ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์“
โดยวางกติกาเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ ตัวอย่าง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลผู้ให้บริการสินเชื่อ เช่น กำกับคุณสมบัติผู้ใช้บริการ เพิ่มกำหนดอายุขั้นต่ำ กำกับขอบเขตการให้บริการ เช่น กำหนดประเภทสินค้า/มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ กำหนดเพดานดอกเบี้ย เช่น อัตราดอกเบี้ยสูงสุด
แนวทางการให้ข้อมูลลูกค้าและเสนอสินเชื่อ การให้ข้อมูลต้องครบถ้วนเข้าใจง่ายไม่กระตุ้นให้กู้ยืม ต้องไม่มีกรณีลูกค้าได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว และต้องไม่ให้ลูกค้าชำระ BNPL โดยไม่รู้ตัว รวมถึงประเมินศักยภาพการชำระหนี้คืน เช่น การผ่อนชำระสินค้ามูลค่าสูงต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงมากขึ้น
นายวิทัยกล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจของแต่ละแพลตฟอร์มมีความแตกต่างกัน บางแห่งจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดูแลธุรกิจการเงินหรือดิจิทัลโดยเฉพาะ ขณะที่บางรายอาจใช้บริษัทในเครือหรือบริษัทปกติในการปล่อยสินเชื่อตามรูปแบบธุรกิจของตนเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการกำกับดูแลของ ธปท. จากเดิมที่ใช้เกณฑ์เรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นตัวแบ่งขอบเขตการกำกับ โดยในอดีต หากผู้ประกอบการไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินของรัฐ และคิดดอกเบี้ยต่ำกว่า 15% ต่อปี ธปท. จะไม่เข้าไปกำกับดูแล เนื่องจากถือว่าอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป ปัจจุบันจะพิจารณาจากลักษณะของธุรกรรม มากกว่าอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ หากเป็นบริการที่มีลักษณะของ Buy Now Pay Later ก็จะถูกนำเข้ามาอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแล
หัวใจสำคัญของการกำกับดูแลครั้งนี้ คือเรื่อง “Consumer Protection” หรือการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่ง ธปท. มองว่าเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง เนื่องจากรูปแบบสินเชื่อ BNPL มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป คือสามารถเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมากได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่าความสะดวกที่มากขึ้นอาจมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคบางส่วนไม่ทันตระหนักถึงภาระหนี้ที่เกิดขึ้น “คุณยังไม่รู้เลย คุณได้วงเงินแล้ว แล้วคุณยังไม่ทันรู้เลย ก็เป็นหนี้เสียไปแล้ว” นายวิทัยกล่าว
โดยผู้ใช้บางรายอาจได้รับวงเงินหรือเข้าถึงบริการสินเชื่อได้ง่ายเกินไป จนไม่ทันเข้าใจเงื่อนไขหรือภาระทางการเงินที่ตามมา
อีกประเด็นหนึ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญ คือการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กู้ยังไม่มีความพร้อมทางการเงินหรือไม่ควรได้รับสินเชื่อในลักษณะดังกล่าว เน้นว่า “เด็กที่ไม่ควรจะได้รับสินเชื่อ”
ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมการใช้ BNPL ที่สะท้อนการใช้งานเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการนำบริการผ่อนชำระไปใช้กับสินค้าราคาต่ำ เช่น การผ่อนดินสอเขียนคิ้วแท่งละ 200 บาท หรือแม้แต่ชานมไข่มุก 100 บาท ซึ่งมันไม่ควรเป็นลักษณะนี้
เช่น ขนชานมไข่มุกราคาแก้วละ 106 บาท หากเลือกผ่อนโปรแกรมหนึ่งเดือนคิดดอกเบี้ย 0% หากผ่อน 2 เดือนแบ่งจ่ายงวดละ 54.66 บาท หากผ่อน 3 เดือนแบ่งจ่ายงวดละ 36.82 บาท
ถึงยอดผ่อนจะดูน้อยแต่ทางเรื่องผ่อนจ่ายไม่ระบุอัตราดอกเบี้ยเมื่อคำนวณแล้วถูกคิดดอกเบี้ยสูง โดยผ่อนสองเดือนคิดดอกเบี้ย 18.79% ต่อปีและแบบสามเดือนคิดดอกเบี้ยอยู่ที่ 16.83% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการกำหนดต่างกันไปตามสินค้า จำนวนเดือนที่เลือกผ่อน และตามบัญชีผู้ใช้บริการ
“ต่อไปจะมาผ่อนเงินชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างผ่อนดินสอเขียนคิ้วแท่งละ 200 บาท หรือผ่อนชานมไข่มุกแก้วละ 100 บาทแบบนี้ไม่ได้แล้ว”
ทั้งนี้ พบข้อมูลว่าปัจจุบันมีคนไทยมีหนี้สูงถึง 25.5 ล้านคน เป็นลูกหนี้กลุ่มนักศึกษาและกลุ่มเพิ่งเริ่มทำงาน (23-30 ปี) ราว 52.7% มีอัตราการค้างชำระหนี้มากกว่ากลุ่มอื่นๆสูงสุดที่ 27% เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หนี้รถ เป็นต้น
ขณะที่กลุ่ม BNPL มีอัตราการเติบโตโดยข้อมูลปี 2564 จำนวนบัญชีอยู่ที่ 0.62 ล้านบัญชี มูลค่าสินเชื่อ BNPL จำนวน 6,834 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 จำนวนบัญชีอยู่ที่ 4.91 ล้านบัญชี มูลค่าสินเชื่อ BNPL จำนวน 17,908 ล้านบาท ในจำนวนนี้พบผู้ใช้บริการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้บริโภคอายุน้อยและรายได้น้อยที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี
“ธปท. กำลังจะเข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น โดยเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค การป้องกันการก่อหนี้เกินตัว และการสร้างมาตรฐานเดียวกันให้กับผู้ให้บริการสินเชื่อทุกรูปแบบที่ดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัลในประเทศไทย”
