อึ้ง! หนี้ครัวเรือนท่วม แบกหนี้ 6 แสน สูงสุดในรอบ 16 ปี ติดอันดับ 7 โลก

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

10 กันยายน 2567

อึ้ง! หนี้ครัวเรือนท่วม แบกหนี้ 6 แสน สูงสุดในรอบ 16 ปี ติดอันดับ 7 โลก

วันนี้ (10 ก.ย.67) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ปี 2567 สำรวจทั่วประเทศ จำนวน 1,300 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-7 ก.ย.67 ว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่สะสมมานาน

โดยตัวเลขหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือนปี 67 อยู่ที่ 606,378.38 บาท ขยายตัวขึ้น 8.4% หรือ เพิ่มขึ้น 47,000 บาท เมื่อเทียบจากปี 66 และสูงสุดในรอบ 16 ปีตั้งแต่ทำการสำรวจในปี 52 ที่มีหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่ 143,476.32 บาท รวมถึงยังสูงสุดติดอันดับ 7 ของโลก หรือคิดเป็น 90.4-90.8% ของจีดีพีประเทศ


ข่าวน่าสนใจอื่น


ขณะที่ภาระหนี้สินปี 67 รวม 606,378.38 บาท ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ 18,787.38 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 66 ที่อยู่ 16,742 บาท โดยแบ่งเป็นหนี้ในระบบอยู่ที่ 69.9% ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ 17,299.90 บาท และหนี้นอกระบบ 30.1% ภาระการผ่อนชำระต่อเดือนอยู่ที่ 6,518.43 บาท

พฤติกรรมใช้จ่ายครัวเรือนโดยเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปัจจุบัน พบ 46.3% รายได้ครัวเรือนน้อยกว่ารายจ่าย 35% รายได้ครัวเรือนเท่ากับรายจ่าย และ 18.7% รายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ภาวะหนี้ครัวเรือน โดยภาระหนี้เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเทียบกับรายได้ สถานการณ์หนี้ปัจจุบันปี 67 ราว 46.4% หนี้เพิ่มมากกว่ารายได้เพิ่ม 32.3% หนี้เพิ่มเท่ากับรายได้เพิ่ม และ 21.3% หนี้เพิ่มน้อยกว่ารายได้เพิ่ม ขณะที่สถานการณ์หนี้ในอนาคต ปี 67 ราว 39.7% หนี้เพิ่มเท่ากับรายได้เพิ่ม 37.3% หนี้เพิ่มมากกว่ารายได้เพิ่ม และ 23% หนี้เพิ่มน้อยกว่ารายได้เพิ่ม

ขณะเดียวกัน ราว 99.7% ครัวเรือนมีหนี้เสีย และมีเพียง 0.3% ไม่มีหนี้ โดยพบว่าปี 67 ประเภทหนี้ 3 อันดับแรกได้แก่ 1.บัตรเครดิต 60.2% 2.ยานพาหนะ 47.1% 3.ส่วนบุคคล (อุปโภค-บริโภค) 40.1%

นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้แยกตามอาชีพ (3 อันดับแรก) 1.รับราชการ เป็นหนี้บัตรเครดิต 70.2% หนี้ยานพาหนะ 52.7% และหนี้กู้ซื้อที่อยู่อาศัย 49.6% 2.อาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นหนี้บัตรเครดิต 52.6% หนี้ส่วนบุคคล 51.3% และหนี้ยานพาหนะ 42.1%

3.เจ้าของกิจการ เป็นหนี้บัตรเครดิต 65.3% หนี้กู้ประกอบกิจการ 62% และยานพาหนะ 40.5% 4.พนักงานเอกชน เป็นหนี้บัตรเครดิต 69.8% หนี้ยานพาหนะ 50.5% และหนี้ส่วนบุคคล 39.1% 5.เกษตรกร เป็นหนี้กู้เพื่อการเกษตร 66.4% หนี้ยานพาหนะ 47.9% และหนี้บัตรเครดิต 43.8%

สาเหตุการเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดย 14% รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 12.4% มีเหตุต้องใช้เงินฉุกเฉิน และ 12% ค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะเดียวกัน อีก 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้ามีโอกาสประสบปัญหาผ่อนชำระหนี้ ราว 34.2% มีโอกาสมาก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่สอดคล้องกับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยสูง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเสนอแนะในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน คือ ให้ความรู้เรื่องการวางแผนการใช้จ่าย, หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, เพิ่มรายได้, ให้ความรู้ในการบริหารหนี้, ปรับโครงสร้างหนี้, เพิ่มสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย, ลดค่าครองชีพให้สอดคล้องกับกลุ่มเปราะบาง

“ดังนั้น การที่นโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการลดภาระหนี้ครัวเรือนถือเป็นเรื่องที่ดี โดยควรมีชำแหละว่าคนไทยเป็นหนี้จากอะไร และสิ่งที่รัฐใช้นโยบายช่วยเหลือนั้น มีผลต่อการโยกหนี้นอกระบบเข้าระบบ และการปรับโครงการหนี้มีประสิทธิภาพอย่างไร อยากให้รัฐบาลกระตุ้นคลีนิกแก้หนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้รู้ว่าหนี้ประชาชนเกิดจากส่วนใหญ่ และมาตรการที่จะเข้าไปช่วยเหลือนั้นตรงจุดแท้จริง เช่น การพักหนี้ ลดดอกเบี้ย ตรงจุดจริง หรือ มีอะไรที่ปรับปรุง”นายธนวรรธน์กล่าว