“ชาติศิริ” หนุนนโยบายดึง “ทุนนอก” ปรับเศรษฐกิจ-เพิ่มรายได้

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

14 มกราคม 2569

“ชาติศิริ” หนุนนโยบายดึง “ทุนนอก” ปรับเศรษฐกิจ-เพิ่มรายได้

วันนี้ (14 ม.ค.69) นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่ทางรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลนักธุรกิจและลูกค้าต่างๆ ให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรค และความท้าทายพวกนี้ไปได้

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงการเลือกตั้งนั้น โดยส่วนของนโยบายทางการเมือง ที่จะเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง มองว่านโยบายที่รัฐบาลดำเนินการก็อยู่ในขั้นดี มีการเตรียมความพร้อมต่างๆ ต่อความผันผวนที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์ 

เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการชักชวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องดีจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

“นโยบายเศรษฐกิจอยากให้เกิดการชักชวนให้เกิดการลงทุนให้เกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จ ทั้งนักลงทุนต่างประเทศและในประเทศ เพราะการลงทุนหากเกิดขึ้นได้ใน 3-5 ปีข้างหน้าจะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ และช่วยเพิ่มรายได้ครัวเรือน และบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้“

สำหรับนโยบายภาคการเงินนั้น มองว่าที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ธปท. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ดำเนินนโยบายไปได้อย่างดี ซึ่งมีแนวนโยบายต่างๆ ที่เหมาะสม สร้างความสมดุลทางธุรกิจได้ดี โดยภาคการเงินพร้อมสนับสนุนนโยบายที่ช่วยให้เศรษฐกิจก้าวหน้า เพื่อเป็นประเทศอยู่แนวหน้าเอเชีย และอาเซียนต่อไป 

ขณะเดียวกัน ปัญหานโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะมีการดำเนินมาตรการเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ประเด็นสำคัญคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และหาตลาดประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยธนาคารกรุงเทพช่วยสนับสนุนความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่อง หรือต้องการการลงทุนบางอย่างเพื่อปรับธุรกิจ ธนาคารจะช่วยเหลือเต็มที่

นายชาติศิริกล่าวว่า ความท้าทายในการทำธุรกิจธนาคารมีความท้าทายต่อเนื่อง แต่ธนาคารจะดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากขึ้น สำหรับสถานการณ์เรื่องหุ้นกู้ที่อาจมีการผิดนัดชำระหนี้นั้น ส่วนของธนาคารยังไม่มีความกังวล และมีมาตรการรองรับสำหรับลูกค้าที่มีปัญหา ธนาคารจะช่วยเหลือเต็มที่ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อเนื่อง

ขณะที่มีสัญญาณที่บูกหนี้เริ่มชำระคืนหนี้มากกว่าขอสินเชื่อนั้น นายชาติศิริกล่าวว่า ปัญหานี้ก็เป็นไปตามวงจรธุรกิจ ซึ่งธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น แต่ลูกค้าธนาคารยังมีการขอสินเชื่อต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เรื่องของการลงทุนยังมีการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งโจทย์คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนมากขึ้น เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากขึ้น 

สำหรับทางรอดที่อยู่ท่ามกลางความผันผวน โดยธนาคารสนับสนุนในเรื่องแหล่งเงินทุน ตามที่ธนาคารดำเนินการมาต่อเนื่อง และอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจ และเข้าถึงลูกค้าในช่วงเวลายากลำบากนี้ ทั้งด้านการเงิน ความรู้ความเข้าใจ และมุมมองตลาดต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป 

รวมถึงแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์ ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ๆ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) หรือ CBAM ที่เริ่มใช้ไปเมื่อ 1 ม.ค.69 ธนาคารได้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจต่อไป ซึ่งธุรกิจบางกลุ่มปรับตัวได้ และบางกลุ่มยังคงหาโอกาสในการขยายธุรกิจต่อไป

นายชาติศิริกล่าวว่า ช่วงเวลานี้เป็นทศวรรษของภูมิภาคเอเชีย และอาเซียน โดยจะเห็นการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคดังกล่าวมากขึ้น ทั้งในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะเห็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศไทยที่ระยะต่อไปสนับสนุนให้โครงสร้างเศรษฐกิจมีการปรับเปลี่ยน

การช่วยเหลือลูกค้าเดินหน้าทำธุรกิจ โดยอาศัยเครือข่ายของธนาคารทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบอาเซียนที่ธนาคารได้สร้างเครือข่ายไว้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าโดยการให้ข้อมูล การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ขณะเดียวกัน จะมีการแนะนำในการจับคู่ธุรกิจให้ขยายธุรกิจได้กว้างขึ้น

“สำหรับกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ดาต้าเซ็นเตอร์ ไบโอเทคโนโลยี เซมิคอนด็อกเตอร์ และ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงสุขภาพ พวกนี้ก็มีโอกาสให้กับธุรกิจมากขึ้น”

นายชาติศิริ กล่าวในโอกาสเปิดงานสัมมนา ‘AEC Business Forum 2026’ โดยธนาคารจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 7 ภายใต้ข้อหัว ‘New ASEAN: A Paradigm Shift’ ว่า ในปี 2026 โลกยังมีความเสี่ยง ความผันผวน และความไม่แน่นอน จากปัจจัย 5 ด้าน ซึ่งเป็นพลวัตสำคัญที่เป็นทั้งอุปสรรค โอกาส และตัวกำหนดอนาคตของอาเซียน 

ได้แก่ 1.ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้หลายประเทศต้องมุ่งเน้นการรักษาสมดุลและส่งเสริมความร่วมมือภายในและภายนอกประเทศเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคให้แข็งแกร่ง สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้ผลักดันการใช้เงินบาทและสกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขายระหว่างประเทศแทนสกุลเงินดอลลาร์ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการเงิน เชื่อมโยงระบบการลงทุน และการชำระเงินในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า 660 ล้านคนที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP กว่า 4.25 ล้านล้านดอลลาร์

2.การเปลี่ยนแปลงของกระแสการค้าโลก อาเซียนกำลังกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในระบบการค้าโลกแบบหลายขั้ว ด้วยตลาดขนาดใหญ่และขนาดเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2030

กำลังแรงงานมหาศาล และทำเลที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างโดดเด่น ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 5% เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 20% ในปี 2024 โดยพุ่งเป้าไปที่ประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และไบโอเทคโนโลยี เป็นต้น

3.การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี อาเซียนกำลังยกระดับสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ด้วยแรงหนุนจากประชากรยุคดิจิทัล การลงทุนใหม่หลั่งไหลเข้าสู่สาขาต่าง ๆ เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตขั้นสูง ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตในหลายภาคส่วน 

โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลาง AI ระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีสตาร์ทอัพด้าน AI มากกว่า 1,000 ราย เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น OpenAI Google และ NVIDIA ในขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคต่างเดินหน้ากลยุทธ์ด้าน AI ของตนเอง อย่างไรก็ตาม SME ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญแรงกดดันจากการที่ตลาดและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้สามารถปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลได้

4.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นำไปสู่กฎระเบียบและมาตรฐานสากลใหม่ ๆ เช่น CBAM และ EUDR ของสหภาพยุโรป ส่งผลให้รูปแบบการค้าเปลี่ยนสู่ห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ ดังนั้น ทุกธุรกิจต้องปรับตัวและวางแผนระยะยาวเพื่อรับมือและเปลี่ยนผ่านธุรกิจที่มุ่งสู่ Net Zero ซึ่งความร่วมมือสู่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้อาเซียนกลายเป็นผู้นำโลกด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

5.การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร สิงคโปร์และไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร ทำให้ภูมิภาคต้องดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับสู่ภาคเกษตร และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาบทบาทของอาเซียนในฐานะผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก