“เอกนิติ” สรุปข้อเสนอ 38 บิ๊ก CEO ดัน 4 วาระเร่งด่วน

“เอกนิติ” สรุปข้อเสนอ 38 บิ๊ก CEO ดัน 4 วาระเร่งด่วน เผยเอกชนห่วง “ค่าครองชีพ-เงินเฟ้อ” กระทบฐานราก ชงรัฐเร่ง PPP ดันท่าเรือระนอง-รถไฟสายใต้ หนุนเอสเอ็มอีโตทั่วถึง

วันนี้ (15 พ.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการภาคเอกชนจาก 38 บริษัทยักษ์ใหญ่ ว่า ภาคเอกชนมองเห็นตรงกันว่า วิกฤตการณ์ด้านพลังงานและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นโอกาสที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจากมีแนวโน้มการย้ายฐานการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการเคลื่อนย้ายบุคลากรเข้ามายังภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะอยู่เฉยไม่ได้และต้องเร่งดำเนินการเพื่อคว้าโอกาสดังกล่าว โดยภาคเอกชนได้ยื่นข้อเสนอหลัก 4 ประเด็น ได้แก่

1. เร่งเครื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและพลังงาน ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรซึ่งเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญ โดยเฉพาะการรับมือกับคำเตือนเรื่องปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภาวะน้ำขาดแคลนในช่วงปลายปี รวมทั้งต้องเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะสมัยใหม่เพื่อรองรับการลงทุน

2. ลงทุนยกระดับ “ทุนมนุษย์” ด้วย AI ต้องต่อยอดจากฐานการลงทุน Data Center ไปสู่บริการ Cloud Service และการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เพื่อพัฒนาทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้น (Reskill & Upskill)

3. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ อย่างดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ ภาคธนาคารยังเสนอให้ใช้โอกาสนี้ผลักดันไทยเป็น ศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค (Regional Financial Hub) โดยสนับสนุนให้เกิดการควบรวมกิจการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค

4. ปลดล็อกข้อจำกัดและปราบปรามคอร์รัปชัน ต้องลดอุปสรรคการขอใบอนุญาตและการบริหารจัดการที่ดินที่ใช้เวลายาวนาน โดยภาคเอกชนได้ชื่นชมความสำเร็จของโครงการ BOI Fast Pass ที่ช่วยปลดล็อกกติกาจนทำให้เกิดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วถึงไตรมาส 1 ของปีนี้ นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มว่า เพื่อให้ข้อเสนอทั้งหมดเกิดผลเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน โดยยึดหลักการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1. Target (มุ่งเป้าให้ชัดเจน) 2. Transition (เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด) 3. Transform (ปฏิรูปและพัฒนาคน) และ 4. Together (ทำงานร่วมกัน)

นอกจากแผนการลงทุนแล้ว ภาคเอกชนยังแสดงความห่วงใยถึงผลกระทบจาก วิกฤตค่าครองชีพและปัญหาเงินเฟ้อ ที่อาจกระทบต่อประชาชนฐานรากและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเน้นย้ำว่าการเติบโตและการลงทุนใหม่ๆ จะต้องกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและสร้างผลประโยชน์ให้ตกถึงมือ SME ไทยอย่างแท้จริง

สำหรับการจัดหาเม็ดเงินลงทุนนั้น ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะร่วมลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (PPP) โดยให้เอกชนเป็นผู้นำการลงทุนและภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ปรับปรุงกฎกติกาให้ง่ายขึ้น รวมทั้งได้มีการหารือถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเร่งด่วน เช่น การพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อแก้ปัญหาการขนส่งฝั่งแม่สอด และการเร่งสร้างเส้นทางรถไฟที่ยังขาดหาย (Missing Link) ช่วงชุมพร-ระนอง เพื่อเชื่อมต่อการขนส่งลงสู่ภาคใต้ ตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมอีกด้วย