ธุรกิจโรงแรมเชียร์ปลดล็อกขายน้ำเมาช่วงบ่าย 2 – 5 โมงเย็น
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
24 ตุลาคม 2568

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลพิจารณาปลดล็อกข้อห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เนื่องจากที่มาของกฎหมายไม่ได้สอดคล้องกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะเดิมมีขึ้นเพื่อป้องกันพนักงานรัฐแอบใช้เวลางานไปนั่งดื่มแทน แต่การทำงานตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนทำงานก็ไม่ได้นั่งดื่ม ข้าราชการต้องอยู่ในที่ทำงานตามปกติ จึงมองว่าแม้มีการปลดล็อกกฎหมายห้ามขายเป็นช่วงเวลาออกไปแล้ว ก็ไม่ได้มีผลให้เกิดการแอบดื่มระหว่างทำงานมากขึ้น ซึ่งผลของการจำกัดช่วงเวลาขายนี้กระทบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า ทำให้หากปลดล็อกหาซื้อและนั่งดื่มในพื้นที่ร้านต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ก็เป็นผลดีมากกว่า
“วันหยุดนักขัตฤกษ์หรือหยุดเนื่องในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งมีการกำหนดให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมองในแง่นักท่องเที่ยวต่างชาติ การงดไม่ให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในวันเหล่านั้นแบบเป็นภาพรวมถือว่าไม่จำเป็นเพราะวันสำคัญทางศาสนาก็เป็นศาสนาเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามีหลากหลายมาก หากสามารถยกเลิกให้ตอบโจทย์สังคมในปัจจุบัน รวมถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้ก็ควรทำ” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการยกเลิกโซนนิ่งพื้นที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถเปิดขายได้ทั่วประเทศและขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. จากปัจจุบันเปิดให้บริการได้ถึง 02.00 น. แต่ร้านจะต้องขึ้นทะเบียนสถานบริการก่อน เพื่อเสริมเศรษฐกิจภาคกลางคืน และลดการจ่ายใต้โต๊ะหากไม่ได้ขึ้นทะเบียนแต่กลับเปิดขายยาวถึงตี 4
โดยมองว่าเป็นคนละกรณีกัน พิจารณาจากการลดเงินใต้โต๊ะ ที่ปัจจุบันเปิดถึงตี 2 คนที่ไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมายไม่สามารถเปิดได้อยู่แล้ว แต่ก็เห็นสถานประกอบการเปิดกันถึงตี 2 เป็นปกติ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีใบอนุญาต โดยหากขยายเวลาให้เปิดถึงตี 4 เฉพาะร้านที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น ส่วนร้านที่ไม่ขึ้นทะเบียนแต่ฉวยโอกาสเปิดยาวเช่นกัน จะลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มข้น มองว่าควรทำแบบนั้นเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ตอนนี้เลย
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปถึงตี 4 จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจกลางคืนได้มากน้อยเท่าใด ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการศึกษาและรอผลการศึกษาออกมาก่อน โดยเฉพาะในแง่การท่องเที่ยวและการตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนในแง่คนไทยจะมีผลดีผลเสียมากน้อยเท่าใด ก็ต้องรอผลการศึกษาออกมาก่อน จากนั้นทำการทดลองขยายเวลาก่อนก็ได้ กำหนดเป็นเวลาไทม์ไลน์ทดลอง 3-6 เดือน จากนั้นมาประเมินผลอีกครั้งว่าผลดีต่อเศรษฐกิจมากน้อยเท่าใด ผลเสียต่อสังคมมีอย่างไรบ้าง ความคุ้มค่าเป็นอย่างไรจากนั้นจะดำเนินการอย่างไรมาประเมินกันอีกครั้งก็ได้
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า ด้านแนวโน้มช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ปลายปีนี้ อัตราการเข้าพักยังไม่ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ รวมถึงยอดจองล่วงหน้าก็ยังไม่เห็นเข้ามามากนัก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเอง(เอฟไอที) เป็นหลัก ซึ่งตลาดเหล่านี้มักจองล่วงหน้าระยะสั้นมากๆ ยกเว้นกลุ่มตลาดระยะไกลบินเกิน 6 ชั่วโมง ที่จะต้องวางแผนเดินทางยาวขึ้น จะมียอดจองล่วงหน้าเข้ามาแล้ว ทำให้โรงแรมที่รับนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป สหรัฐ จะเห็นเริ่มยอดจองล่วงหน้ากันแล้ว แต่โรงแรมที่รับตลาดระยะใกล้ อาทิ เอเชีย อาเซียน อาจยังไม่เห็นยอดจองเข้ามา เพราะนักท่องเที่ยวจองสั้นลง
“จากเสียงของผู้ประกอบการที่เป็นเพื่อนๆ กัน สะท้อนมาว่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ยอดจองล่วงหน้าไม่ได้ดีเลย จึงขึ้นอยู่กับช่วงไหนจะมีกลุ่มลูกค้าของใครเข้าออกมากกว่ากัน ตลาดระยะใกล้หรือระยะไกล ซึ่งลุ้นว่าภาพน่าจะดีขึ้นได้ในช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยวนี้ แต่ประเมินแล้วอัตราการเข้าพักหรือการจองล่วงหน้าน่าจะต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่ผ่านมา” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว