เอกชน ชี้ท่วมใต้อ่วม ทุบเศรษฐกิจทรุด สูญรายได้ 2-3 หมื่นล้าน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

3 ธันวาคม 2568

เอกชน ชี้ท่วมใต้อ่วม ทุบเศรษฐกิจทรุด สูญรายได้ 2-3 หมื่นล้าน

วันนี้ (3 ธ.ค.68) นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยเรื่องความเสียหายยังอยู่ระหว่างการประเมินการที่ยังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ สำหรับลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งได้ดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการดูแลลูกค้าที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ เช่น การพักชำระหนี้ หรือดอกเบี้ย นั้น ขณะนี้สถาบันการเงิน อยู่ระหว่างการพูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  ที่เป็นผู้กำกับดูแล อีกทั้งเห็นมาตรการต่างๆ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้วางเอาไว้แล้ว

”ลูกค้าของธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมมีเยอะพอสมควร แต่ต้องไปดูในพื้นที่ก่อน เพราะมีบางจุดก็กระทบ เช่น น้ำท่วมสูง 4 เมตร แต่บางจุดไม่กระทบ ซึ่งอยู่บริเวณรอบนอก แต่ก็เดือดร้อนเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจ“

เบื้องต้นอุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ 

โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

นายผยงกล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ช่วยลูกหนี้รายย่อยที่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) กลุ่มที่มียอดหนี้รวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เข้ามารับซื้อหนี้เสียจากธนาคารและสถาบันการเงิน

สำหรับรายชื่อลูกค้าที่จะส่งไป SAM ตามระยะเวลา (ไทม์ไลน์) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุให้เริ่มโครงการฯ วันที่ 1 มกราคม 2569 ขณะนี้ส่วนของธนาคารกรุงไทย กำลังตรวจสอบรายชื่อลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขโครงการฯ โดยต้องรอข้อมูลจากที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) จะส่งรายชื่อผู้เข้าเกณฑ์ หรือเข้าคุณสมบัติ กลับมาให้ธนาคารอีกที จากนั้นธนาคารจะแจ้งให้ลูกค้าทราบต่อไป ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

“เมื่อได้รายชื่อแล้ว ธนาคารจะติดตาม ประสานงาน และคุยกับลูกค้า เพื่อเข้าสู่กระบวนการของโครงการฯ ต่อไป“

สำหรับจำนวนลูกค้าจะต้องตรวจสอบให้ถูกต้อง เพราะลูกค้าบางรายมีสินเชื่อ หรือหนี้มากกว่า 1 ธนาคาร ทำให้ต้องมีการตรวจสอบเรื่องข้อมูลไม่ให้ทับซ้อนกัน จึงต้องมีการดูข้อมูลร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ดังนั้น จึงต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแล และตรวจสอบข้อมูลนี้ด้วย

นายผยงกล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจปี 2569 จากหน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน มองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 1.5-1.8% โดยรวมปัญหาน้ำท่วมไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีต่อเนื่อง เช่น น้ำท่วม กระทบจีดีพี 0.2% แม้จะเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม แน่ไม่ได้เปลี่ยนในแง่ตัวเลขจีดีพี เนื่องจากความเสี่ยงเศรษฐกิจคือเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นหลัก

“ปีหน้าธุรกิจแบงก์ ยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า และดูแลคุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งเน้นตามพลวัตของเศรษฐกิจที่เราคงไม่สวนกระแสน้ำ แม้ทุกคนอยากได้ตัวเลขการเติบโต แต่ต้องดูองค์ประกอบด้วย เช่น สภาพคล่องในระบบ ระดับหนี้สาธารณะอยู่ระดับน่ากังวล จึงเป็นสิ่งที่ควรดูแล“

ทั้งนี้ อุทกภัยต่างๆ ยังเป็นเรื่องน่ากังวล ฉะนั้นความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติคงจะมีมาตรฐานใหม่ รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีการประเมินความเสี่ยงในแต่ละปี 

ดังนั้น คำถามคือโครงสร้างพื้นฐานระบบเศรษฐกิจของไทยจะมีทรัพยากรอะไร มาสนับสนุนตรงนี้ และที่ต้องเข้าไปดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น การดูแลสวัสดิภาพ การมีประกันถ้วนหน้า การมีทรัพยากรส่วนกลางจากภาษีประชาชน เพื่อที่จะมาดูแลกลุ่มเปราะบางจะมีมากขนาดไหน ซึ่งยังเป็นเรื่องที่อยากเร่งพูดคุยเพื่อให้เกิดยกระดับ

“สำหรับแบงก์ ภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ต้องช่วยเหลือ ธปท. ได้สั่งให้แบงก์จัดทำ Stress Test จะประเมินผลกระทบต่อความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางอากาศ วันนี้หากดูพื้นที่หาดใหญ่ แบงก์ทุกสาขาได้รับผลกระทบทั้งหมด“