บางจากแจง! ซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9,000 ล้าน ไม่ได้แพงมั่ว ชี้คุ้มค่า-โปร่งใส

“บางจาก” ออกโรงเคลียร์ทุกดราม่า ปม BCPG ซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9,000 ล้านบาท ยันจำเป็นต่อระบบโลจิสติกส์ ย้ำไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCPG) ชี้แจงกรณีเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการระบบขนส่งน้ำมันทางท่อและคลังน้ำมันเพชรบุรีของบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (ALT) มูลค่าประมาณ 9,000 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ ระบุว่า โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่เป็นของตนเอง จึงต้องพึ่งพาคลังและระบบท่อส่งจากภายนอกมาโดยตลอด ขณะเดียวกัน โรงกลั่นได้ขยายกำลังการกลั่นเพิ่มเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้บริษัทต้องหาแนวทางรองรับด้านการจัดเก็บน้ำมันและระบบโลจิสติกส์

ที่ผ่านมา บริษัทศึกษาหลายแนวทางมาตั้งแต่ปี 2553-2562 ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี เนื่องจากตอบโจทย์การขยายระบบ Supply Chain และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวมีถังจัดเก็บน้ำมันเพิ่มจาก 16 ถัง เป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บเพิ่มจาก 500 ล้านลิตร เป็น 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันเพิ่มจาก 3 ท่อ เป็น 5 ท่อ และท่าเทียบเรือเพิ่มจาก 2 จุด เป็น 6 จุด

ส่วนกรณีข้อสงสัยเรื่องมูลค่าการซื้อขายที่สูงกว่าราคาในอดีตเมื่อปี 2553 นายชัยวัฒน์ ชี้แจงว่า ไม่สามารถนำราคาจากเมื่อ 13 ปีก่อนมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ เพราะมีทั้งปัจจัยเงินเฟ้อ ค่าเงิน และศักยภาพของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก

ทั้งนี้ BCPG ใช้วิธีประเมินมูลค่าด้วยการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต หรือ Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงรายได้จากสัญญาให้บริการคลังน้ำมัน พร้อมตั้งสมมติฐานแบบระมัดระวัง ด้วยการใช้อัตราค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 50% ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เห็นว่ามูลค่า 9,000 ล้านบาทอยู่ในกรอบสมเหตุสมผล

สำหรับการปันส่วนมูลค่าตามหลักบัญชี มูลค่า 9,000 ล้านบาท ถูกแบ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตนประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยม (Goodwill) จากการคาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคต

นายชัยวัฒน์ ยังระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ปรับพอร์ตสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างกระแสเงินสดระยะยาว โดยบริษัทเข้าถือหุ้น 100% และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2566

ปัจจุบันในปี 2568 โครงการมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 9% ต่อปี คิดเป็นรายได้ราว 900 ล้านบาทต่อปี และสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียนกลับเข้าสู่ BCPG ประมาณ 700-800 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ยังชี้แจงกรณีถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทหลักทรัพย์อวานการ์ด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในดีลนี้ กับผู้บริหารของกลุ่มบางจาก โดยยืนยันว่า แม้ตนเองเคยเป็นที่ปรึกษาให้บางจากในอดีตช่วงปี 2545-2553 แต่หลังเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 14 ปี บริษัทหลักทรัพย์อวานการ์ดไม่เคยเป็นคู่สัญญาในธุรกรรมใด ๆ ของกลุ่มบางจาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม

พร้อมย้ำว่า การลงทุนครั้งนี้ผ่านขั้นตอนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการชุดย่อย ฝ่ายบริหาร และคณะกรรมการบริษัทของ BCPG ครบถ้วน ตามหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน