EXIM Bank กางแผนปี 69 ตั้งเป้าปล่อยกู้ใหม่ 6 หมื่นล้าน ดันส่งออกโต 2%
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
12 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ (12 ม.ค. 69) นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 ว่า ธนาคารตั้งเป้าผลักดันการส่งออกไทยให้เติบโตได้มากกว่า 2% ซึ่งไม่ใช่ EXIM BANK เพียงธนาคารเดียวแต่เป็นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารอื่นร่วมด้วย โดยมองว่าการตั้งเป้าหมายที่เป็นบวกมีความสำคัญต่อการสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนธุรกิจ แม้สภาพเศรษฐกิจโลกจะผันผวน ทั้งนี้สินเชื่อของธนาคารจะขยายตัวสอดคล้องไปกับตัวเลขการส่งออก ซึ่งคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าเดิมและมีโอกาสโตได้มากกว่า 2-3% ตามความต้องการของตลาด
ในส่วนของการเสริมสภาพคล่องทางการเงินธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 60,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมรองรับการส่งออก โดยเน้นไปที่เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ส่งออกได้ดีกว่าเงินกู้ระยะยาว เนื่องจากสามารถหมุนเวียนได้ 2-3 รอบต่อปีตามรอบการค้า ส่งผลให้ในเชิงการให้สินเชื่อ (Financing) อาจเติบโตได้ถึง 30-40% หากมีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก
นายชลัช กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญคือการสนับสนุน SME โดยเฉพาะขนาดกลาง (M) ให้แสวงหาตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มยอดขาย โดย EXIM Bank พร้อมสนับสนุนวงเงินตามออเดอร์ที่เข้ามา และในกรณีที่เป็นโครงการขนาดใหญ่เกินขีดความสามารถ ธนาคารพร้อมประสานความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ เพื่อร่วมกันปล่อยสินเชื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
สำหรับสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ธนาคารคาดการณ์ว่าจะลดลง พร้อมยืนยันแนวทางปล่อยสินเชื่อเสริมให้กับผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาเพื่อเป็นทางรอดให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นหนี้เสียถาวร ทั้งนี้พบว่า NPL ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจในประเทศ ส่วนกลุ่มผู้ส่งออกยังมีสถานะที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดีท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาท ธนาคารฝากเตือนผู้ประกอบการไทยให้หลีกเลี่ยงการเก็งกำไรค่าเงิน แต่ควรหันมาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น การจอง Forward โดย EXIM Bank ได้ออกมาตรการจูงใจด้วยการลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมและให้ประหยัดต้นทุนมากกว่าธนาคารพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจอย่างมีเสถียรภาพ และมองว่าการสอนให้ผู้ประกอบการรู้จักป้องกันความเสี่ยงด้วยตัวเองเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าการรอความช่วยเหลือจากภารัฐเพียงอย่างเดียวขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 ด้านการเสริมสภาพคล่อง กระตุ้นการส่งออก และเปิดตลาดใหม่ EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง
พร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท
นายชลัช กล่าวต่อไปว่า การส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต EXIM BANK มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว โดย ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม สะท้อนบทบาทของ EXIM BANK ในการช่วยผู้ประกอบการไทยทุกขนาดธุรกิจยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดรับมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดโลก
ด้านการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ EXIM BANK ยังมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งผู้ส่งออกรายใหม่และพัฒนาผู้ส่งออกรายเดิมให้เติบโตในเวทีโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา หนึ่งในโครงการสำคัญคือ หลักสูตร “EXIM 2X” ที่ออกแบบให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจส่งออก ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์เจาะตลาดต่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์ ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG พร้อมสร้างโอกาสการค้าผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและกิจกรรมอื่น ๆ ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (Export Studio) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสมรวม 25,036 ราย
ส่วนการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ผ่านมาตรการ “คุณสู้ เอ็กซิมช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและลดภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 3.66% ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ภาคธุรกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท
“EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เสริมสภาพคล่อง ควบคู่การบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความพร้อมและความมั่นใจให้ผู้ส่งออกไทยในการแข่งขันภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ และใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายชลัช กล่าว