วันนี้ (12 มี.ค.68) นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต (ทีทีบี) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจวันนี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับทุกคน เห็นใจรัฐบาลเจอโจทย์ยากมาก เห็นใจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าการลดดอกเบี้ยมันคงไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่านี้ เช่น อยากเห็นอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาทอ่อนลง ก็คงช่วยได้ประมาณหนึ่ง ขณะที่ภาคครัวเรือนยังคงเปราะบาง ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารประคองทุกคนผ่านไปได้ คือเป้าหมายที่อยากช่วยเหลือในปีนี้
นายปิติกล่าวว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังพิจารณาการผ่อนปรนผ่อนคลายอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยรวมสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) มองว่าทำไปประโยชน์อาจไม่สูงมากนัก
เนื่องจากคนที่มีความสามารถในการกู้อาจอยู่ในโหมดการรอของถูกลง ส่วนคนรายได้ไม่สูงมากนัก อาจมีความจำเป็นต้องซื้อบ้าน กลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ไม่เพียงพอต่อการกู้สินเชื่อ เช่น บ้านราคา 1 ล้านบาท เดิมต้องกู้ LTV ได้เต็ม 100% แต่เงินในกระเป๋าผ่อนได้แค่ 5 แสนบาท ดังนั้น ต่อให้ยกเว้น LTV สำหรับคนกลุ่มนี้ก็ผ่อนไม่ได้อยู่ดี

“ไม่ได้คัดค้าน หากคิดว่าทำ LTV แล้วคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่หวังว่ามันจะเป็นเรื่องที่ทำแล้วธุรกิจอสังหาฯ เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือคิดว่ายาก เพราะสิ่งที่ต้องทำมากกว่าคือ ทำอย่างไรให้คนมีเงินจากต่างประเทศมาซื้ออสังหาฯในเมืองไทยมากขึ้น”นายปิติกล่าว
เพราะศึกดังกล่าวเป็นประเด็นที่ต่างชาตินับ 60 ประเทศในโลกที่ทำเรื่องเดียวกัน คือ การแย่งคนเกษียณที่มีเงิน คนกลุ่มบนที่มีรายได้ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้เข้ามาอยู่ในประเทศ ล่าสุด โดนันด์ ทรัมป์ ประกาศเรื่องบัตรทองต่อวีซ่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะให้อยู่สหรัฐฯ ได้
“เรามีโจทย์เดียวกัน หากหวังเงินคนไทยมากระตุ้นเศรษฐกิจไทยเหนื่อย แปลว่าเราต้องหาคนจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ ไม่ใช่คนต่างประเทศสีเทาเข้ามาอยู่ในไทยให้มากขึ้น”นายปิติกล่าว

ขณะเดียวกัน เรื่องของระบบการต่อวีซ่าในไทย อยากแนะนำให้ใช้เทคโนโลยี เพราะปัจจุบันไทยยังต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือในการต่อวีซ่า ซึ่งไม่สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น เมื่อภาพลักษณ์เป็นลักษณะนี้อาจไม่ทำให้ดึงดูดคนนเก่งๆ เข้ามาอยู่ในประเทศ
นอกจากนี้ ไทยควรร่วมมือกันดำเนินงาน เพื่อให้คนมีคุณภาพเข้ามาในประเทศ เพราะไทยอยู่ในช่วงภาวะผู้สูงอายุล้นประเทศ อัตราการเกิดน้อยลง และจะหวังเงินจากคนที่อายุมากขึ้น แต่ประชากรหดลงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ดังนั้น เราต้องเติมคนที่มีคุณภาพเข้ามาอยู่ในสังคมมากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศ
ขณะที่รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการกระตุ้นโดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ ถามว่านาทีนี้รถกระบะยังพอใช้งานได้ ถ้ากระตุ้นให้มีการซื้อรถกระบะใหม่ แต่คนมีเงินในกระเป๋าจำกัด จึงคิดว่าคนคงไม่ซื้อ เพราะรถกระบะที่มียังสามารถใช้งานได้ ดังนั้น การกระตุ้นเป็นสิ่งท้าทาย เห็นใจรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในขณะที่เงินในกระเป๋ามีจำกัด
“ซึ่งการกระตุ้นสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพราะเกษตกรมีรถกระบะอยู่แล้วอาจจะเก่าหน่อย แล้วอยากให้ซื้อใหม่ หรืคนกลุ่มกลาง-ล่าง ที่มีของอยู่แล้ว บอกว่าให้ช่วยมาจับจ่าย มองว่ายากมาก”นายปิติกล่าว

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลกระตุ้นตอนนี้ ทางเดียวที่พอจะเห็นแสงคือการกระตุ้นคนที่มีเงินอยู่ในกระเป๋ามาใช้จ่าย ซึ่งก็ท้าทาย เพราะคนที่มีเงินอาจจะบอกว่าพรุ่งนี้ของที่จะซื้ออาจถูกกว่านี้
เช่น หากเห็นบ้านล้นตลาด เห็นรถราคาถูกลง คนกลุ่มนี้จะรอ และกลายเป็นว่าหากกระตุ้นคนจน หรือกลุ่มรายได้น้อยกระตุ้นไปก็ไม่มีตัง ส่วนคนมีตังไม่จำเป็นต้องกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงินก็รู้สึกว่าจังหวะแบบนี้ เขาจะรอก่อนค่อยพิจารณาซื้อสินค้า
“วันนี้จะหวังเงินจากคนไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยคงเหนื่อย ดังนั้นเราต้องหาทางเอาคนจากต่างประเทศ ที่มีคุณภาพเข้ามามากขึ้น เพราะเรากำลังอยู่ในสังคมสูงวัย อัตราการเกิดน้อย ดังนั้นการจะหวังเงินจากคนอายุมากขึ้น ประชากรอยู่ในช่วงสังคมสูงวัย ประชากรหดตัว เหล่านี้เป็นโจทย์ท้าทายมาก”นายปิติกล่าว
