“แอตต้า” แนะรัฐบาล ชูไทยจับมืออาเซียน-เอเชีย ปั้นท่องเที่ยว “โขง-อันดามัน”
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
18 มีนาคม 2569

วันนี้ (18 มี.ค. 69) นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันไม่ต่างจากระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน หากห่วงโซ่ใดสะดุด ย่อมส่งแรงกระเพื่อมต่อทั้งระบบ โดยเฉพาะวิกฤตสงครามอ่าวที่กำลังกดดันเส้นทางการบิน ต้นทุนพลังงาน และความเชื่อมั่นนักเดินทางทั่วโลก
“ประเทศที่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป จะมีความเปราะบางสูงต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นไทยควรเปลี่ยนมาใช้แนวคิด “Regional Tourism Economy” หรือการท่องเที่ยวภูมิภาค เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพื่อเร่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ในช่วงที่สถานการณ์โลกปั่นป่วนเที่ยวบินจากตะวันออกกลางที่ต้องบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางได้รับผลกระทบ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ชะลอการเดินทาง กลุ่มที่จองเที่ยวบินและโรงแรมมาแล้วมีการยกเลิกเที่ยวบิน” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า เพื่อให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวภูมิภาค รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีการวางโรดแมพแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น 3 เดือน ตั้งคณะทำงาน จัดตั้งศูนย์บัญชาการบนริหารสถานการณ์วิกฤต (War Room) เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ทั้งด้านเส้นทางการบิน ราคาน้ำมัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมการจองเดินทาง เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันที ควบคู่กับการเร่งกระจายตลาดนักท่องเที่ยว ลดการพึ่งพาตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป หันมาเพิ่มสัดส่วนตลาดระยะใกล้และมีเสถียรภาพ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านระยะบินและกำลังซื้อ
ส่วนระยะกลาง 6–12 เดือน เปิดแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วม เพิ่มเที่ยวบินเชื่อมต่อ และพัฒนาแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) อย่างน้อย 3 ประเทศ เช่น ไทย ลาว เวียดนาม จีน และ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมาย (Multi-destination) ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการบินระยะไกลเพียงอย่างเดียว
และระยะยาว 3–5 ปี ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวภูมิภาค โดยรวมกลุ่มท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ (Tourism Cluster) ได้แก่ กลุ่มลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong) เน้นท่องเที่ยววัฒนธรรมและแม่น้ำ และกลุ่มอันดามัน (Andaman) เน้นท่องเที่ยวทะเลและหมู่เกาะ โดยตั้งเป้าภายใน 5 ปี ให้รายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 50% และสัดส่วนนักท่องเที่ยวแบบหลายประเทศ (Multi-country) มากกว่า 40%
“ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ประเทศที่จะอยู่รอด ไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายได้ดีที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจและเสริมความยืดหยุ่นต่อวิกฤตโลก” นายอดิษฐ์ กล่าว