“เอกชน” ชี้รัฐกู้ 5 แสนล้าน หนี้จ่อชนเพดาน คลังคิดหนักปั๊มจีดีพีเกิน 1%
ต้นกุมภาฯ อีจัน
20 เมษายน 2569

วันนี้ (20 เม.ย.69) รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกรณีอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว ก่อนกลับมาปิดอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงยืนยันมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าการคลี่คลายความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
“สถานการณ์การเปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว แล้วกลับมาปิดอีกครั้ง รวมถึงการที่สหรัฐฯ ยืนยันปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน มันสะท้อนว่าโอกาสที่จะเกิดสันติภาพยังไม่ง่าย แม้ว่าจะมีการหยุดยิงระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล 10 วันก็ตาม”
รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าวว่า หากสหรัฐฯ มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น อาจนำไปสู่การเปิดท่าเรืออิหร่าน และทำให้การเจรจามีความคืบหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ อาจตีความว่ามาตรการปิดล้อมประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งอาจทำให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ไม่ประสบความสำเร็จ
“ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ สงครามมีโอกาสกลับมาปะทุอีกครั้ง และจะส่งผลต่อราคาน้ำมันทันที ซึ่งตอนนี้เราเริ่มเห็นแล้วว่า หลังจากมีการยิงเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันปรับขึ้นทันที 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ การเจรจาจะคลี่คลายสถานการณ์ได้หรือไม่ สงครามจะปะทุขึ้นอีกหรือไม่ และจะมีประเทศอื่นเข้าร่วมความขัดแย้งเพิ่มเติมหรือไม่
“ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจทะลุ 4% ได้เร็วมาก และเราจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อราคาสินค้าในประเทศทันที ตอนนี้ก็เริ่มเห็นแล้ว เช่น ค่าโดยสารเรือคลองในกรุงเทพฯ ที่มีการปรับขึ้นราคา”
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยยังเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตา โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP และยังมีพื้นที่ในการกู้เงินเหลือประมาณ 700,000 ล้านบาท
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ทันที แต่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ก่อน เพราะสถานการณ์โลกยังมีความเสี่ยงสูง”
รศ.ดร.ธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจุบันงบประมาณของรัฐบาลยังขาดดุลประมาณ 900,000 ล้านบาท ดังนั้นหากมีการกู้เงินเพิ่มเติม ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับใด และยังอยู่ในกรอบความปลอดภัยหรือไม่
“กระทรวงการคลังรู้ดีว่าพื้นที่การคลังที่เหลืออยู่มีเท่าไร หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ หรือเศรษฐกิจชะลอตัว ก็อาจต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉุกเฉิน เหมือนช่วงโควิด”
นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจให้เป็นบวกอย่างน้อย 1% เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
“ถ้าเศรษฐกิจโตเพียง 1% แล้วไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะติดลบ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงขึ้นทันที เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องประคองให้ GDP เป็นบวกอย่างน้อย 1% เพื่อให้อยู่ในโหมดปลอดภัย”
ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเร่งขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รัฐบาลสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างทันท่วงที