“แอตต้า” แนะรัฐบาลใหม่ปรับหมากยกกระดาน ดันไทยขึ้นแท่น “ศูนย์กลางท่องเที่ยวเอเชีย”
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
3 เมษายน 2569

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เพื่อปรับทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ มุ่งยกระดับประเทศไทยจากรองรับนักท่องเที่ยวสู่การเป็นผู้สร้างเครือข่ายเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค เพื่อรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมเดินหน้าเชื่อมโยง 6 ตลาดยุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลที่จะใช้นโยบายในการช่วยพลักดันร่วมกับภาคเอกชน
“แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการแข่งขันระหว่างประเทศ สู่การแข่งขันในรูปแบบเครือข่ายทำให้แอตต้าต้องปรับบทบาทใหม่ของประเทศไทยเป็น “Regional Tourism Hub และ Network Orchestrator” ภายใต้แนวคิด Connectivity – Confidence – Convenience เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวร่วมกับประเทศพันธมิตร”
เลขาธิการ แอตต้า กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในระยะต่อไป คือ การทำท่องเที่ยวแบบสองทาง (Two Way Tourism Promotion) ซึ่งไม่ใช่เพียงการดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย แต่เป็นการแลกเปลี่ยนตลาดระหว่างประเทศร่วมกับเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาไทยเน้นการขายตลาดเพียงด้านเดียว แต่โมเดลใหม่จะเป็นความร่วมมือแบบสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างดีมานด์ร่วม และแบ่งปันโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะไทยถือว่ามีศักยภาพจากฐานนักท่องเที่ยวไทยกว่า 12 ล้านคนต่อปี ซึ่งสามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลการเดินทาง และเพิ่มอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้า
สำหรับแผนดำเนินงานของแอตต้าในปี 2569 นี้ ได้วางเป้าหมายเพื่อเตรียมจัดโรดโชว์เชิงรุกใน 6 ตลาดหลัก ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือท่องเที่ยวแบบทวิภาคี และเปิดตลาดใหม่ควบคู่รักษาตลาดเดิม พร้อมกระตุ้นเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter) และการเชื่อมต่อเส้นทาง รวมถึงพัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมระหว่างประเทศ
“แอตต้าให้ความสำคัญกับตลาดระยะใกล้ (เที่ยวบินไม่เกิน 6 ชั่วโมง) ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และฟื้นตัวเร็วในภาวะวิกฤต โจทย์วันนี้ไม่ใช่ว่ามีนักท่องเที่ยวหรือไม่มี แต่คือระบบต้องรองรับได้อย่างมีเสถียรภาพ วิกฤตไม่ได้แปลว่าไม่มีดีมานด์ แต่ระบบต้องไม่พัง เพราะตลาดหลักอย่างตลาดจีนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนผู้โดยสารจีน 60–70% และไทย 30–40% ในเที่ยวบิน อีกทั้งทิศทางข่าวเชิงบวกต่อไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”
นอกจากนี้แอตต้ายังเตรียมผลักดันนโยบาย “Cluster Tourism Collaboration” เพื่อสร้างกลุ่มประเทศพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว ตั้งเป้าให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ได้แก่ การจับคู่เจรจาธุรกิจ (B2B) มากกว่า 2,000 ดีลแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามประเทศ การเพิ่มเส้นทางบิน การขยายตลาดนักท่องเที่ยวใหม่
เลขาธิการแอตต้า กล่าวด้วยว่า การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างความคิด ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากการมุ่งแข่งขัน สู่การสร้างเครือข่าย และจากการเติบโตระยะสั้น สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เราไม่ได้ต้องการแค่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องการระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่แข็งแรง เชื่อมโยง และเติบโตไปด้วยกันในภูมิภาค