BBL ชี้อินเดียคือโอกาส “ไทย” บุกตลาดเปิดเศรษฐกิจ พลิกเกมหนีวอร์เทรดสหรัฐฯ
ต้นกุมภาฯ อีจัน
3 เมษายน 2569

วันนี้ (3 เม.ย.69) นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ฐานประชากรขนาดใหญ่ถึง 1.4 พันล้าน และการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อินเดียมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภค แหล่งลงทุน จนกลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก
ธนาคารกรุงเทพในฐานะ “ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค” เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดสัมมนา Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโอกาส ความท้าทาย และแนวทางการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจในอินเดียอย่างรอบด้าน
สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารกรุงเทพในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกจังหวะการเติบโต และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถใช้โอกาส จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากประสบการณ์ที่ธนาคารสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ธนาคารเข้าใจดีว่าการก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนอย่างอินเดียนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากกว่าเงินทุน คือองค์ความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกในบริบทท้องถิ่น รวมทั้งเครือข่ายที่เชื่อถือได้ และพันธมิตรที่พร้อมให้การสนับสนุนตลอดเส้นทาง
“ธนาคารกรุงเทพจึงพร้อมที่จะตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ ด้วยบริการครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอินเดีย ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรส่งเสริมการค้าเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าไม่ได้เดินทางไปยังตลาดอินเดียเพียงลำพัง”
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อินเดียกำลังกลายเป็นคำตอบสำคัญของไทยในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะเมื่อการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ไทยจะมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 20% แต่บทเรียนในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า นโยบายการค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ประเทศไทยจึงควรลดการพึ่งพาลงเหลือ 15% และในระยะยาวเหลือ 10% เพื่อกระจายความเสี่ยง
อินเดียจึงถูกมองเป็นทางรอด ด้วยขนาดตลาดขนาดใหญ่ ประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และกำลังซื้อที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีความได้เปรียบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากอินเดียมีความกังวลต่อจีน ทำให้เปิดโอกาสให้ประเทศอื่น รวมถึงไทย เข้าไปขยายธุรกิจได้มากขึ้น
“ไม่ต้องกังวลว่าจีนจะเข้าไปแข่งกับเรามาก เพราะอินเดียเองก็ระวังจีนอยู่ นี่จึงเป็นโอกาสของไทย”

โครงสร้างเศรษฐกิจของอินเดียมีความหลากหลาย แต่ละรัฐมีระดับการพัฒนาแตกต่างกัน ตั้งแต่พื้นที่กำลังพัฒนา เช่น โกลกาตา ที่ยังต้องการการลงทุนด้านโลจิสติกส์ ห้องเย็น อาหารแปรรูป และท่องเที่ยว ไปจนถึงพื้นที่พัฒนาแล้วอย่างเจนไนและอินเดียตอนใต้ ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยี และดิจิทัล เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และสตาร์ทอัพ
จุดแข็งของไทยอยู่ในหลายอุตสาหกรรมที่สอดรับกับความต้องการของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และยานยนต์ โดยเฉพาะโอกาสในการพัฒนาเป็น “Double Detroit” ร่วมกันในอุตสาหกรรมยานยนต์ แบ่งบทบาทการผลิตและส่งออกระหว่างสองประเทศ
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ Land Bridge ของไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่าเรือฝั่งระนอง ซึ่งมีศักยภาพเชื่อมต่อกับอินเดียตอนใต้ได้โดยตรง ช่วยลดระยะเวลาขนส่งจากเดิมเกือบ 3 สัปดาห์ เหลือเพียง 3-4 วัน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
“อินเดียมีทุกระดับ ตั้งแต่พื้นที่กำลังพัฒนา ไปจนถึงพื้นที่ล้ำสมัย เราสามารถเลือกเข้าไปได้ตามความเหมาะสมของสินค้าและธุรกิจ”

ในมิติการท่องเที่ยว อินเดียถือเป็นตลาดศักยภาพสูง ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาไทยประมาณ 2.5 ล้านคน และไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 แทนดูไบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถือพาสปอร์ตกว่า 90 ล้านคน ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก อาจเพิ่มเป็น 4-6 ล้านคนในอนาคต
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวอินเดียยังสอดคล้องกับจุดแข็งของไทย เช่น นิยมเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะงานแต่งงานที่มีการเชิญแขกจำนวนมากและครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้ไทยซึ่งมีโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวครบครัน กลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น
“วันนี้ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ในใจนักท่องเที่ยวอินเดีย แต่เรายังได้มาแค่ 2.5 ล้านคน จากคนถือพาสปอร์ตกว่า 90 ล้านคน ยังโตได้อีกมาก”

ขณะเดียวกัน อินเดียเองกำลัง “ปลดล็อก” โครงสร้างภายในประเทศ ทั้งการปฏิรูประบบภาษี ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและดิจิทัล อินเดียยังเป็นผู้นำด้าน Digital ID และมีระบบสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็ว รวมถึงเป็นแหล่งผลิตผู้บริหารระดับโลกจำนวนมาก
เศรษฐกิจอินเดียจึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิม 3-4% ในบางพื้นที่ขยายตัวถึง 10% ต่อปี และมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก รองจากสหรัฐฯ และจีน
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญคือ ไทยควรเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอินเดียในระดับทวิภาคี เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนโดยตรง พร้อมทั้งใช้ความร่วมมือจากหน่วยงานไทยในต่างประเทศเป็นสะพานเชื่อมสู่ตลาดอินเดีย
“อินเดียไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด เราควรทำ FTA โดยตรง เพื่อให้เข้าไปแข่งขันได้ง่ายขึ้น ในโลกที่แข่งขันสูงขึ้น การไม่พึ่งใครมากเกินไป คือทางที่ทำให้ไทยอยู่รอดได้อย่างมั่นคง“