“เอกชน” ชี้สัปดาห์หน้าลุ้น ครม. เคาะคนละครึ่ง ส่งท้าย “ยุบสภาฯ” ?
ต้นกุมภาฯ อีจัน
4 ธันวาคม 2568

วันนี้ (4 ธ.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกระแสข่าวด้านการเมืองอาจมีการยุบสภาฯ เกิดขึ้นนั้น มองไว้ 2 ลักษณะ คือ 1. พรรคประชาชนระบุว่าจะไม่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลได้สามารถทำงานในช่วงเวลานี้ได้ 2.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะทำงานระยะเวลาไม่เกินเดือน ม.ค.69 ซึ่งเป็นไปตาม MOA ที่พรรคภูมิใจไทยทำร่วมกับพรรคประชาชน
นายธนวรรธน์กล่าวว่า จากกระแสข่าวที่อาจจะมีการยุบสภาในช่วงวันเปิดสภา ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า (วันที่ 8-12 ธ.ค.68) หรือสิ้นปี 2568 เป็นเรื่องที่หลายคนกังวล ดังนั้น ยังประเมินได้ยากว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร
แต่สถานการณ์เศรษฐกิจนั้น หากมีรัฐบาลตัวจริง จะทำให้มีการทำงาน โดยการใช้อำนาจเต็มในการจัดการเม็ดเงินเข้าไปในตัวงบประมาณแผ่นดิน เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจะทำได้โดดเด่น ดังนั้น หากรัฐบาลมีแนวคิดในการยุบสภาก็ควรมีมาตรการและมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รองรับทุกประเด็น
เช่น วงเงินฟื้นฟูเพื่อเยียวยาเหตุอุทกภัยภาคใต้ วงเงินงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 หรือการสั่งการภายใต้กรอบการเยียวยาฟื้นฟูที่มีกรอบชัดเจนจะทำให้การบริหารงานเศรษฐกิจสามารถทำได้ แม้มีการยุบสภาภายในปีนี้
“หากรัฐบาลเห็นว่า ประโยชน์ที่มีแก่ประเทศไทยควรจะมีรัฐบาลตัวเสียจริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเดือน ม.ค.69 ตามแผนเดิม จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการที่จะบริหารราชการแผ่นดินและการใช้งบประมาณ เพราะอาจจะมีมาตรการที่จำเป็นต้องทำในการฟื้นเศรษฐกิจ“
ทั้งนี้ หากมีการยุบสภาในเดือน ม.ค.69 คาดว่างบประมาณแผ่นดินน่าจะล่าช้าไป 3 เดือน ถ้ามีการเตรียมในเรื่องของการเร่งงบประมาณได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีการยุบสภาฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว และมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือน มี.ค.69 จัดตั้งรัฐบาลใหม่ในเดือน พ.ค.69 อาจทำให้การใช้งบฯ ช้าลงไป
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) เดือนพฤศจิกายน 2568 กลุ่มตัวอย่าง 2,241 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 53.2 เป็นการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 46.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ระดับ 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 61.9 ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 10 เดือน
ขณะเดียวกัน ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาน้ำท่วมกระทบต่อเศรษฐกิจ สงครามการค้า ปัญหาชายแดนที่ยังกระทบ
มาตรการคนละครึ่งพลัส น่าจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้นและส่งเสริมบรรยากาศทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการดังกล่าวใช้วงเงินประมาณ 66,000 ล้านบาท แต่เงินที่เข้าสู่ระบบจะอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท เม็ดเงินเหล่านี้จะเข้าไปหมุนระบบเศรษฐกิจ
ข้าจะสังเกตุเห็นว่าหากไม่มีปัญหาน้ำท่วม จะสนับสนุนให้แต่จะมีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่านี้ แต่สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นบั่นทอนภาวะเศรษฐกิจลง ความเสียหาย ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ 20,000 ล้านบาท ดังนั้น เงินที่ถูกเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจที่ 40,000 ล้านบาท โดยผลกระทบจากน้ำท่วม 20,000 ล้านบาท จึงส่งผลให้มาตรการคนละครึ่งทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะถูกสถานการณ์น้ำท่วมกลบ
เมื่อแยกข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแยกตามภูมิภาค จะมีภูมิภาคเดียวที่ดัชนีติดลบทั้งเศรษฐกิจปัจจุบันและสถานการณ์ในอนาคต คือภาคใต้ ที่ดัชนีติดลบเฉลี่ย 2% ขณะที่ภาคอื่นๆ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทางเศรษฐกิจปัจจุบันและในอนาคต +1.5-2% ซึ่งเศรษฐกิจจะฟื้นขึ้นจากมาตรการคนละครึ่ง
“ถ้าสถานการณ์ของภาคใต้โดยรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วจะมีมุมมองต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ”