สศช. เตือน 4 ปัจจัยเสี่ยงจ้างงานไทย ชี้ ไตรมาส 2 แรงงานนอกระบบพุ่ง 42%

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

25 สิงหาคม 2568

สศช. เตือน 4 ปัจจัยเสี่ยงจ้างงานไทย ชี้ ไตรมาส 2 แรงงานนอกระบบพุ่ง 42%

วันนี้ (25 ส.ค. 2568) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ของปี 2568 ว่า สถานการณ์ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้ง สิ้น 39.5 ล้านคน ขยายตัว 0.02% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 เป็นผลมาจากการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรมที่ขยายตัว 0.4% ซึ่งขยายตัวมากที่สุดในสาขาละจัดเก็บสินค้าที่ 7.9% รองลงมาเป็นสาขาโรงแรมและภัตตาคาร ที่ 3.1% และสาขาการผลิตฟื้นตัวที่ 0.5% ส่วนสาขาการก่อสร้างและสาขาการค้าปลีก/ค้าส่งหดตัวลงที่ 3.7%

ขณะที่การจ้างงานภาคเกษตรกรรมหดตัวต่อเนื่องที่ 0.9% โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ชั่วโมงกาาทำงานทรงตัว โดยภาพรวมอยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 46.9 ชั่วโมงต่อ ผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 8.0% เช่นเดียวกับผู้ทำงานต่ำระดับที่ลดลง 4.0% สำหรับคำรับค่างแรงของภาคเอกชนและแรงงานในระบบเพิ่มขึ้น 2.4% และ 2.5% ตามลำดับ แต่ในภาพรวมลดลง 1.9%

นายดนุชา กล่าวว่า อัตราการว่างงานลดลง โดยอยู่ที่ 0.91% จากไตรมาสสอง ปี 2567 ที่อยู่ที่ 1.07% หรือมีผู้ว่างงานลดลงในกลุ่มอาชีวศึกษาและกลุ่มวิชาชีพขั้นสูง ทั้งนี้ ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 5.2% เป็นช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีจำนวน 2.1 ล้านคน ส่วนมากเป็นการลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา และหันไปใช้รูปแบบการจ้างงานแบบไม่เต็มเวลามากขึ้น ทั้งพนักงานประจำ และพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา โดยเฉพาะองค์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนของจ้างงานแบบไม่เต็มเวลาเพิ่มขึ้น 6% จากปี 2565 เป็น 42% ในปี 2567 และพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2565 เป็น 28% ในปี 2567 สำหรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานของสถานประกอบการไทยจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่

1. ผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาต่อการจ้างงาน โดยสหรัฐฯ มีการเรียกเก็บภาษีหลายรูปแบบ ทั้งการจัดเก็บภาษีเฉพาะในสินค้าบางรายการ (Specific Tarffs) การกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ไทยถูกจัดเก็บที่ 19% รวมทั้ง ยังมีมาตรการในการป้องกันการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Ongin) นอกจากนี้ไทยยังต้องปรับภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐกว่าหมื่นรายการเป็น 0% โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น และกระทบต่อการจ้างงานหรือชั่วโมงการทำงานของแรงงาน ดังนั้นภาครัฐจึงควรสนับสนุนการเปิดตลาตใหม่ มีมาตรการปกป้องสินค้าไทย รวมถึงการตรวจสอบการสวมสิทธิของสินค้า

2. การปรับรูปแบบการจ้างานของสถานประกอบการจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน โดยใน ปี 2567 องค์กรในไทย 25% มีแนวโน้มจะลดพนักงานและปรับโครงสร้างองค์กร โดยจะลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา และหันไปจ้างแบบพนักงานประจำไม่เต็มเวลา รวมถึงพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน ระดับรายได้ ตลอดจนสิทธิตามกฎหมายต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบให้การดำเนินการของสถานประกอบการเป็นไปตามกฎหมาย

3.การขาดแคลนแรงงานต่างต่างด้าวที่ปัจจุบันแรงงานต่างด้าว 3.88 แสนคน ไม่มาต่ออายุใบอนุญาตทำงานหรือดำเนินการไม่ครบถ้วบถ้วน อีกทั้งรัฐบาลกัมพูชายังมีการดำเนินมาตรการเชิงบังคับให้กลับประเทศ  ทำให้สถานประกอบการในการก่อสร้าง ภาคการผลิต รวมถึงภาคเกษตร มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ครม. มีมติให้นำเข้าแรงงานสัญชาติอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะแรงงานศรีลังกา รวมทั้งเนปาล ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียมาทดแทนในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน

4. การเกิดอันตรายจากการทำงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าการประสบอันตรายกรณีร้ายแรงจะมีสัดส่วนไม่มาก แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า การสูญเสียเพียงนิ้วมือ หรือแขน จะทำให้แรงงานมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมแย่ลง อีกทั้งยังเกิดผลกระทบทางด้านจิดตใจที่ไม่อาจชดเชยได้อย่างครอบคลุม สถานประกอบการจึงควรบำรุงรักษา เครื่องมือ/เครื่องจักรอย่างครอบคลุม สถานประกอบการจึงควรบำรุงรักษา เครื่องมือ/เครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ อบรมพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัย และการชดเชยให้แก่แรงงานอาจต้องคำนึงถึงค่าเสียโอกาส

นายดนุชา  กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การกู้เงินนนอกระบบมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของหนี้เสียของครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้น การก่อหนี้เต็มวงเงินแล้ว ทำให้หันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันเงินกู้ผิดกฎหมาย

รวมถึงการใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) อาจกระตุ้นให้ ผู้บริโภคก่อหนี้เกินตัว โดยไม่พิจารณาประวัติหนี้อื่นๆ ของลูกหนี้ที่มีอยู่ ขาดเงื่อนไขการปล่อยกู้ที่รัดกุมและชัดเจน  ได้รับวงเงินสินเชื่อสูง และสามารถนำไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการประเภทอื่นๆ นอกแพลตฟอร์มได้ เช่น ร้านสุกี้ ชาบู ตั๋วหนัง ตั๋วเครื่องบิน เติมน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าห่วง