สทท. ปลุกเที่ยวในประเทศ ชู “เที่ยวทั่วไทย ทัวร์ใกล้บ้าน ดันเงินสะพัด 1.2 หมื่นล้าน

สทท. งัด “เที่ยวทั่วไทย ทัวร์ใกล้บ้าน” อัดงบ 3 พันล้าน กู้เศรษฐกิจสู้สงครามตะวันออกกลางเดือด คาดคนไทยแห่เที่ยว 3 ล้านคน ดันเงินสะพัด 1.2 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (25 มี.ค. 69) นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า จากสถานการ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยลดลง  และกระทบต่อราคาพลังงานที่ปรับราคาสูงขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการที่ยังฟื้นกลับมา สทท. จึงได้เสนอ โครงการ “เที่ยวทั่วไทย ทัวร์ใกล้บ้าน” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่เมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้งบงบประมาณ 3,000 ล้านบาท  คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วม 3 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 12,664 ล้านบาท

สำหรับแนวคิดของโครกการ “รัฐร่วมจ่าย – คนไทยเที่ยว – เงินลงสู่ท้องถิ่น”  ซึ่งจะใช้กลไกบริษัทนำเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินจะกระจายไปสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถนำเที่ยว และชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

โดยให้เลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยวที่ขึ้นทะเบียน รัฐบาลสนับสนุน “ค่าชดเชยต่อหัว” หรือ Subsidy per Pax 1,000 บาทต่อคน ขณะที่บริษัทนำเที่ยวต้องใช้บริการจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น โรงแรม ที่พัก ร้ารอาหาร รถนำเที่ยว ไกด์ท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวในชุมชม ฯลฯ โดยมีเงื่อนไขดังนี้  

1. ต้องเป็นเส้นทาง “เที่ยวใกล้บ้าน” (เช่น ภายในภูมิภาคเดียวกัน)

2. ต้องมีองค์ประกอบ Local Content ไม่ต่ำกว่า 60%

3. เน้น “เมืองรอง” หรือ เมืองนอกกระแส

4. ใช้บริการผ่านบริษัทนำเที่ยวเท่านั้น

“ตัวอย่างการสนับสนุนคือ แพ็กเกจ One Day Trip 1 วัน จำนวน 500 บาทต่อคน แพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน จำนวน  1,000 บาทต่อคน แพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน จำนวน 1,500 บาทต่อคน โดยจำกัดไม่เกิน 1 สิทธิ์ต่อคนต่อปี ใช้ผ่านผู้ประกอบการนำเที่ยวในท้องถิ่นนั้นๆ และต้องเดินทางจริง” นายชัย กล่าว

นายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของโครงการในกรณีศึกษา 3 ล้านคน รัฐสนับสนุน 1,000 บาทต่อคน จะใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมได้กว่า 12,664 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนสูงถึง 4.22 เท่า หรือทุก 1 บาทของงบรัฐจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบได้มากกว่า 4 บาท และคาดว่าเงินจะไหลเข้าสู่พื้นที่ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 7,599 ล้านบาท เทียบกับฐานรายได้ท่องเที่ยวในประเทศปี 2568 คิดเป็นราว 1.08%

“โครงการนี้จะเกิดอิมแพ็กในเชิงเศรษฐกิจโดยสามารถกระตุ้น GDP ภาคท่องเที่ยวได้ทันที รวมทังเพิ่มรายได้หมุนเวียนในประเทศ +1.08% ของตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนก็ได้ประโยชน์ทุกภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถนำเที่ยว ไกด์ ชุมชน ฯลฯ นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ในเชิงนโยบายในด้านการกระจายรายได้ลงสู่เมืองรองล ลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก และลดการเดินทางไกล ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ที่สำคัญโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยฟื้นบทบาทของบริษัทนำเที่ยวในฐานะ “ตัวรวบรวมดีมานด์” และเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่ผ่านมาด้วย” นายจีระยุกล่าว