สทท. ปลุกเที่ยวในประเทศ ชู “เที่ยวทั่วไทย ทัวร์ใกล้บ้าน ดันเงินสะพัด 1.2 หมื่นล้าน
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
25 มีนาคม 2569

วันนี้ (25 มี.ค. 69) นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า จากสถานการ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยลดลง และกระทบต่อราคาพลังงานที่ปรับราคาสูงขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการที่ยังฟื้นกลับมา สทท. จึงได้เสนอ โครงการ “เที่ยวทั่วไทย ทัวร์ใกล้บ้าน” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากและกระจายรายได้สู่เมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้งบงบประมาณ 3,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วม 3 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 12,664 ล้านบาท

สำหรับแนวคิดของโครกการ “รัฐร่วมจ่าย – คนไทยเที่ยว – เงินลงสู่ท้องถิ่น” ซึ่งจะใช้กลไกบริษัทนำเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินจะกระจายไปสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถนำเที่ยว และชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

โดยให้เลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวผ่านบริษัทนำเที่ยวที่ขึ้นทะเบียน รัฐบาลสนับสนุน “ค่าชดเชยต่อหัว” หรือ Subsidy per Pax 1,000 บาทต่อคน ขณะที่บริษัทนำเที่ยวต้องใช้บริการจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น โรงแรม ที่พัก ร้ารอาหาร รถนำเที่ยว ไกด์ท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวในชุมชม ฯลฯ โดยมีเงื่อนไขดังนี้
1. ต้องเป็นเส้นทาง “เที่ยวใกล้บ้าน” (เช่น ภายในภูมิภาคเดียวกัน)
2. ต้องมีองค์ประกอบ Local Content ไม่ต่ำกว่า 60%
3. เน้น “เมืองรอง” หรือ เมืองนอกกระแส
4. ใช้บริการผ่านบริษัทนำเที่ยวเท่านั้น
“ตัวอย่างการสนับสนุนคือ แพ็กเกจ One Day Trip 1 วัน จำนวน 500 บาทต่อคน แพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน จำนวน 1,000 บาทต่อคน แพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน จำนวน 1,500 บาทต่อคน โดยจำกัดไม่เกิน 1 สิทธิ์ต่อคนต่อปี ใช้ผ่านผู้ประกอบการนำเที่ยวในท้องถิ่นนั้นๆ และต้องเดินทางจริง” นายชัย กล่าว
นายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของโครงการในกรณีศึกษา 3 ล้านคน รัฐสนับสนุน 1,000 บาทต่อคน จะใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมได้กว่า 12,664 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนสูงถึง 4.22 เท่า หรือทุก 1 บาทของงบรัฐจะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบได้มากกว่า 4 บาท และคาดว่าเงินจะไหลเข้าสู่พื้นที่ท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 7,599 ล้านบาท เทียบกับฐานรายได้ท่องเที่ยวในประเทศปี 2568 คิดเป็นราว 1.08%
“โครงการนี้จะเกิดอิมแพ็กในเชิงเศรษฐกิจโดยสามารถกระตุ้น GDP ภาคท่องเที่ยวได้ทันที รวมทังเพิ่มรายได้หมุนเวียนในประเทศ +1.08% ของตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ในซัพพลายเชนก็ได้ประโยชน์ทุกภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร รถนำเที่ยว ไกด์ ชุมชน ฯลฯ นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ในเชิงนโยบายในด้านการกระจายรายได้ลงสู่เมืองรองล ลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลัก และลดการเดินทางไกล ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ที่สำคัญโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยฟื้นบทบาทของบริษัทนำเที่ยวในฐานะ “ตัวรวบรวมดีมานด์” และเป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่ผ่านมาด้วย” นายจีระยุกล่าว