ดาวโจนส์ดิ่ง 1,679.39 จุด นักเทรดผวา ‘ภาษีทรัมป์’
ต้นกุมภาฯ อีจัน
4 เมษายน 2568

วันนี้ (4 เม.ย.68) รายงานความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐฯ วานนี้ (3 เม.ย.68) ปิดลบหนัก หลังเผชิญแรงเทขายหนักสุดในรอบหลายปี ภายหลังจากจากการ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฯ ประกาศเก็บภาษีใหม่ (Reciprocal Tariff) ซึ่งสร้างความกังวลต่อนักลงทุน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 40,545.93 จุด ลดลง 1,679.39 จุด (-98%)
- ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 5,396.52 จุด ลดลง 45 จุด (-4.84%)
- ดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 16,550.60 จุด ลดลง 1,050.44 จุด (-97%)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรง (Severe Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการภาษีนำเข้าล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่รุนแรงกว่าคาด ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างเทขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่อาจเผชิญผลกระทบหนัก เช่น Apple -9.3%, Amazon -9.0% ทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงหนัก -5.97% ส่วนดัชนี S&P500 ก็ดิ่งลงกว่า -4.84%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ดิ่งลงกว่า -2.57% ท่ามกลางความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากนโยบายกีดกันทางการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ โดยแรงเทขายหุ้นยุโรปนั้นได้ครอบคลุมเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้ง กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงกลุ่มเทคฯ อย่างไรก็ดี บรรดาหุ้น Defensive อย่าง กลุ่ม Utilities และสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน กลับปรับตัวขึ้นได้ อาทิ Enel +2.7%, Unilever +3.0%
ทั้งนี้ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนมีนาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของนโยบายการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ ที่อาจกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation)