อธิบดีศุลกากร สั่งยกเลิก “เงินสินบนรางวัลนำจับ” ผู้บริหารระดับสูง สกัดผลประโยชน์ทับซ้อน

สกัดผู้บริหารระดับสูง รับผลประโยชน์ทับซ้อน อธิดีกรมศุลฯ สั่งยกเลิก สินบนรางวัลนำจับ จ่อดีเดย์ มิ.ย. 69

วันนี้ (29 พ.ค. 69) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมออกระเบียบยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลและสินบนนำจับให้กับผู้บริหารระดับสูงของกรมศุลกากร โดยจะยกเลิกการจ่ายเงินดังกล่าวตั้งแต่ระดับอธิบดี รองอธิบดี ที่ปรึกษา และผู้อำนวยการสำนัก เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน 

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

โดยได้รายงานให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง รับทราบเรียบร้อยแล้ว จากนี้ตนจะเป็นผู้ลงนามในระเบียบนี้เพื่อปรับลดเงินรางวัลนำจับ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนมิ.ย. นี้ ก่อนถึงวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากรครบรอบ 152 ปี ในวันที่ 6 ก.ค. 2569 

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ระบบเงินสินบนรางวัลของกรมฯ มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 โดยหลังจากนี้จะจำกัดสิทธิ์ให้ได้รับเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจับกุมจริงในพื้นที่เท่านั้น ซึ่งกำหนดระดับไว้ไม่เกิน ซี 8

ขณะที่แนวทางการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย กรมฯ ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้ระบบบริหารความเสี่ยง และเน้นการสืบสวนเพื่อขอหมายค้นโกดังเก็บสินค้า แทนการเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ที่หน้าท่าเรือ เพื่อลดการเผชิญหน้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งผลให้สามารถจับกุมสินค้าผิดกฎหมายมูลค่าสูงได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า และน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า

และวันเดียวกันนี้ ที่ด่านศุลกากรแม่กลอง ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 และนายด่านศุลกากรในพื้นที่ ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมสินค้าลักลอบและหลีกเลี่ยงศุลกากร ประจำปีงบประมาณ 2569

นายยุทธนา เปิดเผยว่า พื้นที่รับผิดชอบของศุลกากรภาคที่ 1 ครอบคลุม 19 จังหวัด ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก รวม 8 ด่านศุลกากร ซึ่งพบว่า กลุ่มผู้กระทำผิดมักลักลอบขนส่งผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ บริษัทขนส่งเอกชน และซุกซ่อนมาในยานพาหนะ โดยจับกุมได้รวมกว่า 400 คดี ยึดของกลางรวมกว่า 21 ล้านชิ้น มูลค่าสูงถึง 100 ล้านบาท ซึ่งการกวาดล้างแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่

1. มิติการปกป้องสังคม เน้นจับกุมบุหรี่ต่างประเทศ บุหรี่ไฟฟ้า สุรา และการฟอกเงิน รวมมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ได้บุกค้นบริษัทขนส่งเอกชนใน จ.ราชบุรี จ.สระแก้ว และ จ.จันทบุรี ยึดของกลางได้กว่า 21 ล้านชิ้น นอกจากนี้ยังจับกุม “แก๊สหัวเราะ” บรรจุในกระบอกอัดแรงดันสูงถึง 110 กระบอก ที่ลอบขนผ่านด่านศุลกากรชุมพร ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1.65 ล้านบาท หากหลุดรอดไปใช้อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

2. มิติความปลอดภัยต่อผู้บริโภค สกัดกั้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น นาฬิกา รองเท้า กระเป๋า และสินค้าไร้มาตรฐาน อย. แม้จะมีมูลค่าจับกุมกว่า 5 ล้านบาท แต่ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 96 ล้านบาท โดยพบการลักลอบทะลักเข้ามาทางด่านศุลกากรอรัญประเทศเป็นส่วนใหญ่

3. มิติการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ ปราบปรามสินค้าเลี่ยงอากรและสินค้าเกษตร โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงเถื่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ สามารถยึดน้ำมันดีเซลได้กว่า 7,800 ลิตร ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายกว่า 4 แสนบาท เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าต้นทุนต่ำเหล่านี้เข้ามาตีตลาดและทำลายผู้ประกอบการไทย

รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จในการกวาดล้างครั้งใหญ่เกิดจากการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่ศุลกากรภาคที่ 1 และทุกด่านในสังกัด ที่พร้อมปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประชาชนและสังคมไทยให้ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป