วัดฝีมือ “ดร.เอก” ฝ่าวิกฤติ 120 วัน อัดโปรฯ ทุกสัปดาห์
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
5 ตุลาคม 2568

ทันที ที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ เสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2568 “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลั่นระฆัง เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด่วน เพื่ออัดแพกเก็จชุดใหญ่ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจใน ช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ภายใต้คำมั่นสัญญาในการบริหารประเทศเพียง 4 เดือน 120 วัน หรือ เพียง 18 สัปดาห์เท่านั้น เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจขาลง ก่อนจะ “พังทลาย”
ภายใต้ปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาเหมือนเป็นพายุที่ไม่หยุดพัก หนักสุดก็คือ ภาคการส่งออกที่เป็นพระเอกหลักของไทยเริ่มชะลอตัว โดยเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ส่งออกขยายตัว 5.8% หรือ หดตัวเกือบครึ่ง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ ได้ขยายตัวถึง 11% เนื่องจากผลพวงภาษีทรัมป์ ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 19% ทำให้ช่วงที่เหลือของปีนี้ “การส่งออก” ซึมตัวลง
ขณะที่ “ภาคการท่องเที่ยว” ปรากฏว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงต่ออย่างเนื่อง โดยในช่วง 8 เดือนของปีนี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไปแล้ว 21.8 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 32 ล้านคน หรือลดลง 9% ทำให้รายได้
จากท่องเที่ยวลดลงไปด้วย โดยในช่วงรายได้ 8 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้ 119,000 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่สร้างรายได้ถึง 1.01 ล้านล้านบาท หรือติดลบ 13.4%
ล่าสุด สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่าง “ฟิทช์ เรทติ้งส์” (Fitch Ratings) และ “มูดี้ส์ เรทติ้งส์” (Moody’s Ratings) ต่างปรับลดมุมมอง (Outlook) ของไทยเป็น “เชิงลบ” (Negative) จาก “มีเสถียรภาพ” (Stable) แต่คงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+ โดยยังประเมินจีดีพีของไทยขยายตัวที่ 2% เนื่องจากความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว
“ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” จึงได้รวบรวมประเด็นปัญหาที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย และปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาล “อนุทิน” ต้องรีบดำเนินการในฐานหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยได้มือดี คนนอกที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาช่วยงานบริหารประเทศ อย่างเช่น ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นายวรภัค ธันยาวงษ์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
ดังนั้น จากนี้ไป อีก 4 เดือน จึงถือเป็นห้วงเวลาที่สำคัญของรัฐบาล และยังรวมถึงประชาชนคนไทยที่ตั้งความหวังว่า รัฐบาลจะสามารถกอบกู้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ให้สามารถผงกหัวขึ้นมาได้ไม่!! คือ สิ่งที่ท้าทายของ “นายกฯ อนุทิน” อย่างยิ่ง
ครม. เทงบฯ 6.5 หมื่นล้านบาท
ในการประชุม ครม.นัดแรก เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในวันสุดท้ายของปีงบประมาณ จำนวน 65,000 ล้านบาท เป็นมาตรการแรก แบ่งเป็น 3 โปรเจกต์ใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือ การเติมเงินผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) จากเดิมรับอยู่ที่ 300 บาท เติมให้อีก 850 บาท รวมเป็นเงิน 1,150 บาท ระยะเวลา 2 เดือน (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568)

นอกจากนี้ ครม. ยังไฟเขียวต่ออายุมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอด สำหรับสายสีม่วงและสีแดง ไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2568 จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายนนี้
และยังอนุมัติงบประมาณ จำนวน 35,960 ล้านบาท ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินตคลังของรัฐ เพื่อขยายเพดานในการก่อหนี้กับ ธ.ก.ส. ในการช่วยเหลือภาคการเกษตรในช่วงราคาพืชผลตกต่ำในปีงบประมาณ 2569 และงบลับอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อป้องกันประเทศ
“เอกนิติ” คืนชีพเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้ประกาศ นโยบาย “Quick Big Win” ระยะ 4 เดือน (ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569) พร้อมกัน 5 เสาหลัก โดยยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว” ดังนี้
1.กระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยว เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ (เช่น แพ็กเกจกระตุ้นใช้จ่ายและบัตรสวัสดิการ) ควบคู่โปรแกรมท่องเที่ยวเมืองรองและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ฐานราก และหนุนรายได้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว
2. ลดภาระหนี้ประชาชน แก้หนี้รายย่อยเพดานไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมเครื่องมือช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ และทางเลือกสินเชื่อสำหรับ “คนตัวเล็ก” เพื่อไม่ให้หลุดออกจากระบบการเงิน
3. เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs อัดสภาพคล่องเพดานรายละไม่เกิน 1,000,000 บาท จัดสินเชื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และมาตรการภาษีเฉพาะจุดเพื่อบรรเทาภาระธุรกิจ ตั้งเป้าให้ธุรกิจหมุนเวียนเงินสดได้จริง
4. เพิ่มการออมของประชาชน เปิดช่องทางออมระยะยาว ผ่าน “สลากเพื่อการออม” และ “พันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม” เพื่อสร้างกันชนทางการเงินให้ครัวเรือน และดึงเงินออมเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน
5. ลงทุนเพื่ออนาคต เร่งรีสกิล/อัพสกิลทักษะแรงงาน สนับสนุนอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) อำนวยความสะดวกการลงทุนรูปแบบ “Fast Pass” สำหรับโครงการ BOI ผลักดันพลังงานสะอาด และปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ผุด “คนละครึ่ง พลัส”
นอกจากนี้ “เอกนิติ” ยังประกาศว่า จากนี้ ไปอีก 17 สัปดาห์ จนครบ 4 เดือนรัฐบาลจะทยอยออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยวันอังคารที่ 7 ตุลาคมนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน 20 ล้านคน เข้าร่วมในโครงการ โดยรัฐบาลจะใช้งบประมาณ 25,000 ล้านบาท และงบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 44,000 ล้านบาท จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ ตั้งแต่ในวันที่ 20-26 ตุลาคมนี้
ขณะที่ ร้านค้าจะสามาถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยสามารถลงทะเบียนได้จนกว่าจะจบโครงการ และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568

เซอร์ไพรส์โปรฯ ทุกสัปดาห์
สัปดาห์ถัดไป วันที่ 14 ตุลาคม 2568 กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุม ครม. พิจารณาเห็นชอบโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง นำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการของกระทรวงอื่นๆ ที่ทยอยออกตามมาทุกสัปดาห์ ถือเป็น Quick Big Win ด้วยเช่นกัน โดยกระทรวงการพาณิชย์ จะออกมาตรการช่วยเหลือการค้า 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ทั้งการจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ การสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้นร่วมกับไปรษณีย์ไทยเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย การเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ทดแทน และการเร่งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยมอบ หมายให้พาณิชย์จังหวัดประสานงานใกล้ชิดกับประชาชน
รวมถึงดูแลค่าครองชีพประชาชน ผ่านการเดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งต่อปี ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่งที่ลงนามบันทึกความร่วมหรือเอ็มโอยูกับกระทรวงพาณิชย์ ให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี และทำให้โรงพยาบาลรัฐลดความแออัดลง โรงพยาบาลเอกชนก็จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น
และรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตกว่า 21.8 ล้านตัน และมีสต๊อกคงเหลือกว่า 3.5 ล้านตัน กระทรวงจะใช้มาตรการชะลอการขายด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้สหกรณ์เก็บสต๊อก การช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครอบคลุมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน และเร่งการส่งออกทั้งแบบ จีทูจีกับจีน เพิ่มจาก 280,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน และการเจรจา MOU กับญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตาข้าวไทย นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันการปรับตัวของเกษตรกรสู่การปลูกพืชคุณภาพสูง (เช่น GI และพืชที่ตลาดต้องการ) เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันโลกและสภาพภูมิอากาศ
บทสรุป เศรษฐกิจในปี 2568 ชะลอตัวต่อเนื่อง เปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” โดยตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดจากไตรมาส 1 ที่ 3.2% เหลือ 2.8% ไตรมาสที่ 2 และคาดการณ์ไตรมาส 3 ของปีนี้ ประมาณ 1.7% ส่วนไตรมาสที่ 4 ประมาณ 0.3% โดยคาดกว่า ตลอดทั้งปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.2% จากเป้าหมายการเติบโต 2%
ดังนั้น จึงถือเป็นภาระกิจที่หนักอึ้งของคนที่ขึ้นมาคุมบังเหียนเศรษฐกิจ โดย “เอกนิติ” ประกาศว่า จะพยายามผลักดันจีดีพี ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีให้ขยายตัวได้ถึง 1% เพื่อให้จีดีพีไทยปีนี้ ขยายตัวได้อย่างน้อย 1.8% หรือเกือบแตะ 2% ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกสัปดาห์