เอกชน หวัง รบ.ใหม่ งด “ประชานิยม” แจกเงินไม่ดันเศรษฐกิจฟื้น
ต้นกุมภาฯ อีจัน
12 ธันวาคม 2568

วันนี้ (12 ธ.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากที่ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 1.6% โดยเป็นการประเมินที่ได้รวมปัจจัยด้านการเมืองจากการที่มีรัฐบาลใหม่ไปแล้ว จากเดิมที่มองว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือน ม.ค. 69
อย่างไรก็ตาม การยุบสภาเกิดขึ้นวันที่ 11 ธ.ค.68 ทำให้การอนุมัติงบประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จากโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนไปสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 แต่จะได้เงินหมุนเวียนมาจากกิจกรรมการเลือกตั้งเข้ามาแทน
ขณะเดียวกัน ส่วนที่สำคัญคือกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดน้ำท่วม รัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการได้จากการใช้งบประมาณผูกพัน รวมถึงงบฯ ปี 2569 สามารถใช้ในโครงการต่างๆที่เปิดการลงทุนไปแล้ว รวมถึงงบฯ อื่นๆ สามารถใช้ตามความเหมาะสม
“ภาพของงบประมาณปี 2570 เมื่อมีการยุบสภาอย่างรวดเร็ว ทำให้ในช่วงไตรมาส 4/2569 น่าจะน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วกว่า”
นอกจากนี้ จากกรอบที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอีก 45-60 วันภายหลังจากมีการประกาศยุบสภาแล้ว อาจจะเกิดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือน ก.พ.69 ใช้ระยะเวลาสรรหานายกรัฐมนตรีภายใน 1 เดือน อีกทั้งจัดตั้ง ครม. อีก 1 เดือน มองว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในช่วงเดือน เม.ย.69 หรือในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเข้ามาทำงานได้ในช่วงเดือน พ.ค.69
ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลอย่างรวดเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวในระยะปานกลางและระยะยาว และท้ายที่สุดนโยบายต่างๆ จะถูกคัดกรองใหม่ สำหรับนโยบายที่หาเสียงจะเป็นนโยบายที่สร้างความยั่งยืนในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างไร
เพราะปัญหาเศรษฐกิจไทยคือความสามารถในการแข่งขันด้อยลงเรื่อยๆ จากที่ไทยเคยเป็นประเทศในลำดับ 2 ของอาเซียนแต่ ขณะนี้ลดลงไปเหลืออันดับ 6 ของอาเซียน ในแง่ของความน่าสนใจ ดังนั้น รัฐบาลใหม่มีโจทย์ว่าต้องทำอย่างไรให้ประเทศไทยกลับมาน่าสนใจได้อีกครั้ง
“นโยบายประชานิยม คิดว่าพรรคการเมืองควรจะละและลดเรื่องนี้ แล้วควรเป็นนโยบายที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ลดความยากจนให้คนมีเงินอย่างยั่งยืน”