วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าว “อีจัน” เปิดเผยหลังประเด็นกรณี “ซินเคอหยวน” (SKY) พยายามกลับมาเดินโรงงานที่จังหวัดระยองอีกครั้ง ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องแอบลักไก่อนุมัติในช่วงรอยต่อรัฐบาล ล่าสุด ภาคอุตสาหกรรมเหล็กไทย ยืนยันสนับสนุน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ไม่เปิดทางให้โรงงาน IF กลับมาผลิต หากยังไม่ดำเนินการปรับกระบวนการผลิตให้ครบถ้วนเป็นไปตามกฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อให้ได้เหล็กคุณภาพทั้งหมด
แหล่งข่าวในวงการเหล็กระบุว่า แม้มีความพยายามผลักดันโดยผู้มีอิทธิพลสูงในรัฐบาลให้โรงงานดังกล่าวกลับมาเดินเครื่อง แต่ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งชะลอไว้ก่อน หลังมีข้อท้วงติงเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย
สิ่งที่ภาคเอกชนและประชาชนส่วนใหญ่ กังวลมากที่สุด คือระบบการผลิตแบบเตา IF ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลอมเหล็กรุ่นเก่า ที่หลายประเทศยกเลิก ไม่ยอมรับให้มีในประเทศของตน
สมาคมเหล็กโลก (World Steel Association) และหน่วยงานด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล ได้ชี้ถึงข้อจำกัดสำคัญของเตา IF โดยเฉพาอย่างยิ่งข้อด้อยของความสามารถในการควบคุมคุณภาพเหล็ก เพราะเตา IF เป็นเพียงระบบหลอมละลาย จึงไม่สามารถกำจัดสิ่งเจือปนสำคัญอย่างฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ออกจากน้ำเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายความว่า หากวัตถุดิบต้นทางหรือเศษเหล็กมีสิ่งปนเปื้อน เหล็กที่ผลิตออกมาจะมีคุณภาพต่ำ เปราะ และขาดความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างมาก หากถูกนำไปใช้ในงานโครงสร้างอาคารหรือโครงการสาธารณะ นอกจากนี้ เตา IF มีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยสูง หากระบบบุผนังเตาไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดการรั่วของน้ำเหล็กจนสัมผัสระบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า และก่อให้เกิดอุบัติเหตุระเบิดรุนแรงในโรงงานได้
ย้อนกลับไปปี 2560 รัฐบาลจีนเคยสั่งกวาดล้างโรงงานเตา IF ครั้งใหญ่ เพราะมองว่าเป็นแหล่งผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ มลพิษสูง และกำลังการผลิตส่วนเกิน ก่อนมีการย้ายฐานการลงทุนบางส่วนออกนอกประเทศ
ขณะที่ในอาเซียน หลายประเทศเริ่มเข้มงวดกับโรงงานประเภทนี้เช่นกัน
“มาเลเซีย” มีมาตรฐานเหล็กก่อสร้างและการรับรองคุณภาพเข้มงวดมาก โดยโครงการภาครัฐ ใช้เหล็กจากกระบวนการผลิตที่สามารถควบคุมคุณภาพได้สูงเท่านั้น
“เวียดนาม” ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก เน้นโรงงานที่มีระบบการปรุงแต่งน้ำเหล็ก และการควบคุมคุณภาพครบวงจร เพื่อลดปัญหาเหล็กด้อยคุณภาพและผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ในประเทศไทยเอง แหล่งข่าวในแวดวงวิศวกรรมระบุว่า หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ ในงานก่อสร้างภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มีแนวปฏิบัติที่ระมัดระวัง สั่งห้ามใช้ เหล็กจากกระบวนการ IF แล้ว เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมองว่า การเข้ามาของโรงงานเหล็กต้นทุนต่ำจากต่างชาติ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ผู้ผลิตไทยแข่งขันได้ยาก โดยเฉพาะหากมีการใช้ช่องว่างด้านกฎหมาย ละเลยการปฏิบัติด้านมาตรฐาน และสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน นักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมเหล็ก IFซึ่งใช้พลังงานสูงและปล่อยมลพิษมาก ได้ถูกย้ายฐานจากประเทศที่เข้มงวด ไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่กฎหมายยังอ่อนกว่า ซึ่งถูกเรียกว่าสวรรค์ของผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษสูง (Pollution Haven)
ที่ผ่านมา โรงงาน IF บางแห่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องมาตรฐานเหล็ก สิ่งแวดล้อม ภาษี และกระแสข่าวเรื่องการวิ่งเต้นผู้มีอำนาจ วันนี้ สังคมจึงกำลังจับตาว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยุคใหม่ จะยืนอยู่ข้าง “มาตรฐานและความปลอดภัยประชาชน” หรือจะปล่อยให้ข้อกังวลเรื่องมาตรฐาน มอก. และผลประโยชน์ทับซ้อน ถูกตั้งคำถามต่อไป หรือเป็นที่สงสัยในความโปร่งใส
คำถามสำคัญคือ…
ประเทศไทยจะเป็น “ที่ระบายเทคโนโลยีเก่า” ที่ประเทศต้นทางเลิกใช้แล้ว ให้มาสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนคนไทย และทำลายประเทศชาติของเราหรือไม่?
.
