“เอกนัฏ” ลุยตรึงค่าไฟ 3.88 บาท จ่อหั่นค่าการกลั่น ดึงน้ำมันลงก่อนสงกรานต์ หลังถวายสัตย์ฯ
ธรรมธรรม อีจัน
2 เมษายน 2569

วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ รัฐบาลเตรียมใช้อำนาจผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทบทวนค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 จากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้กลับมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย
แนวทางหลักจะใช้การบริหารจัดการเงินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยดึงเงินลงทุนที่ยังไม่จำเป็น (Claw Back) หรือแบ่งกำไรจากหน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินราว 9,000 ล้านบาท มาใช้ลดภาระค่าไฟ พร้อมปรับเกณฑ์ตัวชี้วัด (KPI) เพื่อไม่ให้กระทบต่อโบนัสและขวัญกำลังใจของพนักงาน
“ค่าไฟฟ้าจะถูกคำนวณเป็นรอบทุก 4 เดือน ผ่านการกำกับของ กกพ. รอบล่าสุดครอบคลุม พ.ค-ส.ค. และมีการประกาศปรับขึ้นเป็น 3.95 บาท จากเดิม 3.88 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์ ซึ่งรัฐบาลยังมีช่องในการทบทวนตัวเลขดังกล่าว ผ่าน กพช. ที่สามารถสั่งให้มีการพิจารณาใหม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต”
ขณะเดียวกัน ในระยะยาวเตรียม “รื้อโครงสร้างไฟฟ้า” ทั้งระบบ เปิดทางให้ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟ เพิ่มโควตารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน จากเดิม 90 เมกะวัตต์ และส่งเสริมมาตรการ Demand Response เพื่อจูงใจให้ใช้ไฟในช่วงต้นทุนต่ำ หวังลดค่าไฟภาพรวมของประเทศ
ส่วนราคาน้ำมัน นายเอกนัฏ ระบุว่า หลังถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 6 เมษายน จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ทันทีในวันที่ 7 เมษายน เพื่อทบทวนสูตรราคาน้ำมัน โดยเฉพาะ “ค่าการกลั่น” ที่พุ่งสูงผิดปกติจากระดับ 2–3 บาท เป็นเกือบ 13–14 บาทต่อลิตร โดยเตรียมกำหนดเพดานให้อยู่ที่ประมาณ 3–4 บาทต่อลิตร เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น และส่งผ่านไปยังราคาหน้าปั๊ม โดยไม่ต้องใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม พร้อมตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์
นอกจากนี้ ยังเตือนผู้ประกอบการที่มีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันหรือเก็งกำไร หลังพบข้อมูลการซื้อขายย้อนหลัง 30 วันมีความผิดปกติ จากเดิมซื้อขายหลักแสนลิตรต่อวัน พุ่งเป็นหลักล้านลิตร ย้ำชัด “ใครทำอยู่ต้องหยุด และใครที่ทำไปแล้วต้องถูกดำเนินการ ไม่รอด”