วันนี้ (6 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าวรายงนว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดเวทีระดมสมองรูปแบบกลุ่มย่อยหรือโฟกัสกรุ๊ป ร่วมกับนักวิชาการ สำนักงบประมาณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางอุดช่องโหว่และออกแบบ “กลไกการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ปี 2571-2575)” ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงหลังจากบทเรียนในอดีตพบปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนหรือไซโล การตั้งตัวชี้วัด (KPI) ที่ไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ และงบประมาณที่ซ้ำซ้อน
ผศ.ดร.ศุภชัย ศรีสุชาติ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลับธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เป้าหมายสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือการสร้างแผนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงไม่ใช่เป็นแพลนนิ่งเท่านั้น จึงขอความร่วมมือจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมเสนอความเห็นเพื่อปิดช่องว่างระหว่างการทำแผนและการลงมือปฏิบัติ
ทั้งนี้กลไกที่ผ่านมามีปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างแผนกับงบประมาณ ขาดการบูรณาการ และหน่วยงานราชการมักนำงานเดิมหรือโครงการที่มีอยู่แล้วสวมเข้ากับยุทธศาสตร์ใหม่โดยไม่ได้สร้างผลลัพธ์ใหม่ๆ ดังนั้นเพื่อปิดช่องว่างนี้ จะเป็นต้องตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนและติดตามผลเพื่อทำงานร่วมกันระหว่าง สศช. สำนักงบประมาณ และหน่วยงานตรวจสอบ เพื่อกำกับดูแลและให้คุณให้โทษได้จริง และนำระบบ AI มาช่วยประเมินความซ้ำซ้อนของงบประมาณและตรวจสอบความสอดคล้องของโครงการกับยุทธศาสตร์ชาติ
“ควรสร้างพื้นที่ทดลองนโยบาย (Policy Lab หรือ Sandbox) ให้ท้องถิ่นเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยได้รับการยกเว้นระเบียบหยุมหยิมบางประการ”
ตัวแทนจากสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมาจัดสรรงบประมาณลงไปทุกปี แต่ไม่เคยเห็นผลลัพธ์ ที่ชัดเจน อาทิ งบสวัสดิการผู้สูงอายุและเด็กที่ใส่ลงไปปีละกว่าแสนล้านบาท แต่กระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวมว่าประชาชนได้รับอะไรบ้างและยังขาดตรงไหน สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ แต่ไม่สามารถริเริ่มโครงการบูรณาการข้ามสายงานได้ เพราะติดข้อจำกัดและระเบียบการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เข้มงวด ทำให้โครงการระดับพื้นที่เกิดได้ยาก ดังนั้นควรเปลี่ยนวิธีการวัดผลกระทบเป็นรายโครงการระยะ 2-3 ปี และสร้างเป้าหมายร่วมกันให้ชัดเจน
ขณะที่ตัวแทนสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการออกแบบแผนการปฏิบัติงานที่สามารถทำได้จริง โดยให้สภาพัฒน์เป็นหน่วยงานกลางมในการเชื่อมแผนของทุกหน่วยงานเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน เพราะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ผ่านมาผลลัพธ์น้อยมาก เพราะไซโลราชการหรือแต่ละหน่วยงานต่างทำแผนของตัวเองเพื่อใช้งบประมาณบูรณาการทำให้มีความซ้ำซ้อนของการใช้งานประมาณ
ทั้งนี้สิ่งที่อยากเสนอคือเปิดช่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในออกแบบและกำหนดทิศทางเพื่อให้เกิดการกำหนดแผนที่มีความชัดเจน ซึ่งการทำแผนหรือโครงการอาจไม่ได้สำเร็จหรือตรงเป้าหมายตั้งแต่รอบแรกเสมอไป สิ่งสำคัญคือต้องมีกระบวนการติดตามและประเมินผลที่เข้มงวด หากประเมินแล้วไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร แต่ต้องเกิดการเรียนรู้และนำกลับมาปรับปรุงแก้ไขนโยบายให้ดีขึ้นได้
ตัวแทน TDRI กล่าวด้วยว่า หน่วยรัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันให้แผนพัฒนาฯ สามารถนำมาใช้ได้จริง โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมในไต้หวัน ที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ และมีบทบาทเข้าไปกระตุ้น กดดัน หรือชี้นำให้ภาคเอกชนเดินหน้าไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างแท้จริง ซึ่งได้มาจากนโยบายที่อยู่ในกระดาษเพียงอย่างเดียว
“เพื่อแก้ปัญหาโครงการที่ทำแล้วไม่เกิดผลลัพธ์ จึงเสนอให้สร้างเงื่อนไขผูกพันกับงบประมาณ หากการดำเนินโครงการในปีที่ผ่านมาไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่คาดหวัง หรือไม่ผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัด (KPI) จะต้องมีบทลงโทษที่ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นแรงจูงใจชั้นดีที่ทำให้หน่วยงานต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์มากขึ้น”
ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ภาษายุทธศาสตร์ของส่วนกลางยาวและเข้าใจยาก กทม. จึงเลือกใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย เช่น “เดินทางดี ปลอดภัยดี” นอกจากนี้ ตัวชี้วัด (KPI) ของระบบราชการกว่า 70% เป็นตัวชี้วัดเชิงกระบวนการ (นับ 1-5 ขั้นตอน) ที่ไม่สะท้อนผลสำเร็จที่แท้จริง ซึ่งสภาพัฒน์ควรสั่งยกเลิกตัวชี้วัดที่นับความสำเร็จเป็นระดับ 1-5 แล้วเปลี่ยนไปวัดที่ผลลัพธ์หรือใช้ OKR แทน รวมถึงการเอาข้อมูลทุกหน่วยงานขึ้นแพลตฟอร์มเดียวกัน (Open Data) เพื่อบังคับให้เกิดการบูรณาการโดยอัตโนมัติ
