วันนี้ (19 พ.ค. 69) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Exemption) หรือฟรีวีซ่า (ผ.60) ที่เคยให้ถึง 93 ประเทศ/ดินแดน และนำหลักการ “1 ประเทศ 1 สิทธิ” มาใช้เพื่อลดความซ้ำซ้อนของมาตรการวีซ่าตามที่กระทรวงต่างประเทศเสนอ
สาระสำคัญของการจัดระเบียบใหม่ การกำหนดรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิในแต่ละมาตรการอย่างชัดเจน เริ่มจากมาตรการ ผ.30 ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน โดยให้สิทธิแก่ 54 ประเทศ/ดินแดนซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีสถิติปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติค่อนข้างต่ำ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ และประเทศในกลุ่มยุโรป
ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการ ผ.15 สำหรับ 3 ประเทศ ได้แก่ มัลดีฟส์ มอริเชียส และเซเชลส์ ซึ่งสามารถพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ส่วนมาตรการขอวีซ่าหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VoA) ถูกปรับลดจากเดิม 31 ประเทศ เหลือเพียง 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย เบลารุส เซอร์เบีย และอาเซอร์ไบจาน
ส่วนกรณีจีน ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวอันดับต้นของไทย กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า การที่จีนถูกตัดออกจากมาตรการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวของไทยไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวจีนหมดสิทธิเข้าไทยฟรี แต่เป็นผลจากการใช้หลัก 1 ประเทศ 1 สิทธิ เนื่องจากไทยและจีนมีข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันในรูปแบบทวิภาคีอยู่แล้ว
สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและกึ่งราชการ ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้ไม่เกิน 30 วัน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนยังสามารถเดินทางเข้าไทยได้ตามปกติภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว โดยไม่ต้องใช้สิทธิยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับอีก 11 ประเทศที่มีข้อตกลงทวิภาคีกับไทยอยู่แล้ว อาทิ รัสเซีย บราซิล และเกาหลีใต้ ที่ถูกตัดสิทธิฝ่ายเดียวออกเพื่อความเป็นระเบียบของระบบวีซ่าขณะที่อีก 25 ประเทศ ถูกตัดสิทธิออกทั้งหมดด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการต่างประเทศ ประเมินว่า การจัดระเบียบวีซ่ารอบใหม่จะทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนที่เสียสิทธิต้องหันมาขอ e-Visa และ VoA มากขึ้น ส่งผลให้เกิดรายได้จากค่าธรรมเนียมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีรายได้จาก e-Visa ราว 14,050 ล้านบาท และจาก VoA อีกประมาณ 4,800 ล้านบาท รวมเป็นเม็ดเงินกว่า 18,850 ล้านบาทเข้าสู่คลังของรัฐ พร้อมช่วยยกระดับการคัดกรองนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ และกลุ่มทุนสีเทาที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย
