ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ หนุนจีดีพี โตเพิ่ม 0.04%

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

21 ตุลาคม 2568

ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ หนุนจีดีพี โตเพิ่ม 0.04%

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ 5 มาตรการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวเพิ่ม 0.4%

“เป็นมาตรการที่จะมาช่วยเติมเต็มในจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่จะตกท้องช้างนิดหน่อยจึงต้องมีมาตรการช่วยเสริม และที่สำคัญอยากเห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงช่วยต่อยอดตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ แม้เม็ดเงินจะไม่เยอะแต่เราแลกกับบรรยากาศที่คักคักขึ้น”  นายลวรณ ระบุ

สำหรับมาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ ครม. เห็นชอบ ดังนี้

1.มาตรการทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท แยกเป็น 10,000 บาทแรก ต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน 10,000 บาท ที่สองต้องเป็นใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น  โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิ์ได้ 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 สามารถใช้ควบคู่กับมาตรการคนละครึ่งพลัสได้

2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนา เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าว

โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 – 31 ม.ค. 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2.ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี

เริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย  1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม  2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม

5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ  ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น โดยกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4/2568 ได้ 0.04% และสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัสที่คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.3-0.4% ประกอบการเร่งรัดเบิกจ่ายต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้จีดีพีไตรมาส 4/2568 ไม่ตกท้องช้าง โดยประเมินว่าเบ็ดเสร็จโครงการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นไตรมาสสุดท้ายได้ 1%