“สุรวัช” ชงโมเดล ‘คนละครึ่งผ่านทัวร์’ ดึงภาษีไทยเที่ยวนอก ช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

เมื่อสักครู่

“สุรวัช” ชงโมเดล ‘คนละครึ่งผ่านทัวร์’ ดึงภาษีไทยเที่ยวนอก ช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

วันนี้ (1 พ.ค. 69) นายสุรวัช อัครวรมาศ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า นโยบายการจัดเก็บค่าทำเนียมสำหรับคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศหรือภาษีคนไทยเที่ยวนอกประเทศ ในอัตรา 1,000 บาท นั้น จากที่เข้าพบ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มองว่าการจัดเก็บในอัตรา 1,000 บาท สูงเกินไป มองว่าจัดเก็บในอัตรา 500 บาท เป็นราคาที่เหมาะสมกว่า แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่ของกระทรวงการท่องเที่ยวแต่เป็นกฎหมายของกระทรวงการคลังที่มีมานานแล้ว แต่ย้ำว่ายังเป็นแค่แนวคิดยังไม่ได้ปัดฝุ่นกฎหมายฉบับนี้เพื่อมาจัดเก็บในเร็วๆ นี้

“อย่างไรก็ดีหากมีการจัดเก็บจริงส่วนตัวมองว่าอาจจะกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยที่ซื้อทัวร์ราคาหลัก 10,000-20,000 บาท แต่สำหรับกลุ่มที่ซื้อทัวร์ราคาหลัก 40,000 บาท ขึ้นไปอาจจะไม่กระทบเพราะมีความสามารถในการจ่ายได้อยู่แล้ว” นายสุรวัช กล่าว

ขณะเดียวกันยังเห็นด้วยกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือค่าเหยียมแผ่นดิน 300 บาท หรือ  เพราะประเทศน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่นำเงินส่วนหนึ่ง (ประมาณ 50 บาท) ไปทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจาก 50 ประเทศทั่วโลกที่เก็บภาษีในลักษณะเดียวกันแต่ไม่มีสวัสดิการให้ โดยเงินส่วนที่เหลือ 250 บาท จะถูกนำเข้ากองทุนเพื่อการท่องเที่ยวเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและมาตรฐานการบริการ

นายสุรวัช กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลอยากยกระดับการท่องเที่ยวไทยไทยสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ แต่ขาดการสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็ก ดังนั้นเพื่อสนับสนุนให้ตรงเป้าหมายรัฐบาลควรนำเงินบางส่วนจากการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินและภาษีไทยเที่ยวนอกมาอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวไทย เช่น การปรับปรุงเรือและรถนำเที่ยวให้มีความทันสมัยและปลอดภัย การยกระดับมาตรฐานความสะอาดและคุณภาพด้าน ISO เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงเข้ามาเที่ยวไทยตามนโยบายรับบาล รวมถึงนำไปสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เช่น ห้องประชุมมาตรฐานสำหรับรองรับกลุ่มไมซ์ (MICE)  นำไปสนับสนุนการฝึกอบรมมัคคุเทศก์ให้ฟรีหรือมีค่าใช้จ่ายต่ำ เพื่อสร้างทักษะและบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

“รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองโดยใช้เงินกองทุนจัดทำแคมเปญมาอุดหนุน ในรูปแบบ “คนละครึ่ง” ผ่านบริษัททัวร์ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้นและกระจายรายได้สู่ชุมชน”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงงบประมาณในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤตโดยในปีงบประมาณ 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับงบประมาณเพียง 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องดูแลอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

“ยกตัวอย่าง “หนองบัวแดง” จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับความสนใจจากสื่อต่างชาติ แต่กลับพบปัญหาด้านการจัดการเบื้องต้น เช่น ห้องน้ำปิดให้บริการ และขาดงบประมาณในการสร้างมาตรฐานร้านอาหารหรือจุดพักรอที่เป็นสากล ทั้งที่ไทยมีของดีระดับโลก แต่ไม่มีงบประมาณไปพัฒนามาตรฐานให้คนอยากจ่ายแพง” นายสุรวัชระบุ