เปิด 11 ประเด็นร้อน! โจทย์หินรัฐบาลใหม่ วัดฝีมือ “ครม. หนู”
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
7 กันยายน 2568

การเปลี่ยนขั้วรัฐบาล จากแกนนำ “พรรคเพื่อไทย” มาเป็น “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง โดยมี “พรรคประชาชน” ให้การสนับสนุน ถือเป็นมิติใหม่ของการเมืองไทยที่มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อย
โดยมีเงื่อนไขเป็น “โจทย์สุดหิน” 5 ข้อ ที่ร่วมทำสัญญากับพรรคประชาชน ประกอบด้วย
1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 256 นั้น ครม. ชุดใหม่ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ตามมาตรา 256 ครม. ชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย จะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว
4. เพื่อสร้างหลักประกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป
ทั้ง 5 เงื่อนไขนี้ ถือเป็นคำมั่นสัญญา ที่กำหนดอายุ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ต้องทำให้สำเร็จภายใน 4 เดือน หลังจากนั้นจะประกาศยุบสภาฯ เพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยคาดว่านับจากนี้ไปจะใช้ระยะเวลาอีก 8 เดือน (ก.ย.68-เม.ย.69) เพื่อให้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารอย่างเป็นทางการ
ดังนั้น ในช่วงเวลา 8 เดือนนับจากนี้ไป จึงเป็นภารกิจสำคัญของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่จะต้องฟันฝ่าปัญหาการเมืองไปพร้อมกับปัญหาเศรษฐกิจ “ทีมเศรษฐกิจอีจัน” ได้รวบรวมประเด็นร้อนทั้งหมด 11 ประการ ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศเหมือนกับ “การเมือง” ในขณะนี้
ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ
1.เศรษฐกิจไทยชะลอตัว
เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เนื่องจากไตรมาสที่ 2 สามารถขยายตัวได้เพียง 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ขณะที่ อัตราการว่างงานในระบบในไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% ในไตรมาสแรก ทำให้มีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยู่ที่ 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 5% จากปีก่อน ส่วนภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และภาคเกษตรยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับปัญหาของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเห็นได้ชัด จากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท
โดยคาดว่า ปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8% – 2.2% ส่วนครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการ เมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับในต่างประเทศ
2.หนี้ครัวเรือนลดแต่หนี้สาธารณะพุ่ง
ไทยเผชิญกับดักหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงถึงราว 90% ของจีดีพี มาหลายปี แม้ปัจจุบันจะมีมาตรการพักชำระเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้แล้วก็ตาม แต่การปล่อยให้หนี้ครัวเรืออยู่ในระดับสูง เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและบริโภคของคนไทยในอนาคต นำไปสู่การลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขัน
ขณะที่ รัฐบาลเผชิญกับแรงกดดันจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันหนี้ที่อยู่ราว 63% ของจีดีพี หรือ 6.3 ล้านล้านบาท ขณะที่ กรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 70% ดังนั้น ยิ่งหากรัฐบาลมีการตั้งงบประมาณขาดดุลสูงขึ้น จะยิ่งส่งผลให้ใกล้เต็มเพดานก่อนมากขึ้น ทำให้ต้องลดการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่หันไปมุ่งใช้มาตรการระยะสั้น เช่น การแจกเงิน หรือเยียวยาประชาชนกลุ่มต่างๆ แต่ไม่ได้ช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ดังนั้น หลายๆ มาตรการที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิด “moral hazard” หรือ การขาดวินัยการเงิน เช่น เบี้ยวหนี้
3.SMEs สายป่านสั้นเสี่ยงขาดทุน
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้ และยังอยู่ในช่วงวิกฤตจากที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะปัญหาภายในประเทศที่เกิดจากประชาชน ไม่กล้าใช้จ่ายเงิน ทำให้ เศรษฐกิจยิ่งชะลอลงไปอีกรวมถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน กดดันภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการหมุนเวียนธุรกิจ ซึ่งคงต้องไปดูนโยบายสนับสนุนด้านการเงินในระยะสั้น เพราะเอสเอ็มอีมีความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินหมุนเวียนและเงินสำรองมากกว่า ดังนั้น โจทย์คือทำอย่างไร ไม่ให้ธุรกิจล้มหายไปและทำให้สามารถธุรกิจเดินหน้าต่อได้
4.ท่องเที่ยวไทยวูบ รายได้หดหาย
รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว อย่างเป็นรูปเป็นร่าง และทุกมิติเพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ที่ดีต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึงเร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการประชาสัมพันธ์ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีและการปราบปรามจับกุมผู้ที่กระทำผิดซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เช่น แท็กซี่ที่กระทำผิด เป็นต้น โดยให้กระทรวงท่องเที่ยวเช่น ททท. หรือกรมการท่องเที่ยว เป็นแม่งานหลักในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเดือนละ 1-2 ครั้ง พร้อมบูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพิ่มขึ้น
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนสะสม 33 ล้านคน แต่ยังโตต่ำกว่าปี 2567 มีจำนวน 35 ล้านคน หลังจากการยุติลงของการแพร่ระบาดโควิด 19 ทำให้นักลงทุนทีอัดอั้นมานานหลายปี ออกมาท่องเที่ยวมากขึ้น แต่อย่างไรดี การท่องเที่ยวในปี2567 ยังเติบโตต่ำกว่าช่วงพีคสุดในช่วงปี 2562 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากสุด เกือบ 40 ล้านคน
5.“เอกชน” ผวาไม่กล้าลงทุน
การลงทุนภาคเอกชนนับจากนี้ไป ต้องเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส หรือเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 2567 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปี คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 85,000 ล้านบาท
แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
6.กนง.ลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ และลดต่อได้อีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยประสบปัญหากับ สถาบันการเงินชะลอการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจขาลง
ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาการเมืองเช่น ข้าราชการใส่เกียร์ว่าง การจัดตั้งครม. ล่าช้า งบประมาณเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้นโยบายการเงินต้องผ่อนคลายมากขึ้น โดยอาจเห็น กนง. ลดดอกเบี้ยไปที่ 0.75% ภายในครึ่งแรกปี 2569 ได้
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนม.ค. – ก.ย.2568 กนง. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ทั้งสิ้น 3 ครั้ง ด้วยกัน
1.ครั้งที่ 1/2568 – เดือนก.พ. 2568: ลดลงจาก 2.25% เป็น 2.00%
2.ครั้งที่ 2/2568 – เดือนเม.ย. 2568: ลดลงจาก 2.00% เป็น 1.75%
3.ครั้งที่ 4/2568 – วันที่ 13 ส.ค. 2568: ลดลงจาก 1.75% เป็น 1.50%
7.ค่าเงินบาทแข็งค่า
ปัจจุบัน ค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 5 ก.ย. 2568 เงินบาทปิดตลาด 32.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯโดยเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับทิศทางแข็งค่าของเงินหยวน และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ เผชิญแรงกดดันท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างน้อยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หลังข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐ ทั้งตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือน ส.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด
8.บิ๊กโปรเจ็กต์ค้างท่อ 1.8 ล้านล้าน
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ที่อยู่ระหว่างรอการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่และบางโครงการต้องรอการสานต่อจากพรรครัฐบาลใหม่ รวม 12 โครงการ วงเงิน 1.8 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมีหลายโครงการอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ตัวอย่าง 12 โครงการขนาดใหญ่ที่รอ ครม. ใหม่ พิจารณา เช่น
ไฮสปีด 3 สนามบิน
โครงการที่น่าจับตาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ยังต้องรอการขับเคลื่อนจากรัฐบาลใหม่ ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ล่าสุดอัยการสูงสุดได้ตอบกลับร่างแก้ไขสัญญาโครงการมาที่ รฟท.เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามแผนคาดว่า คณะกรรมการกำกับดูแลสัญญาฯ จะมีการประชุมภายในวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งโดยรวมโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน น่าจะผ่านความเห็นชอบ แต่เมื่อมีการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดสุญญากาศ คาดว่า โครงการจะล่าช้าออกไปอีก
รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
โครงการขนาดใหญ่ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว แต่ยังต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อ จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งตามแผนเดิมจะประกาศใช้ได้ทุกสีทุกสายภายในกลางเดือนพ.ย.นี้ หลังจากมีผู้ลงทะเบียนทะลุกว่า 250,000 รายแล้ว โดยจะใช้เงินจากรายได้ รฟม. มาอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ในช่วง 2 ปีแรก ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการระบบตั๋วร่วมพ.ศ. ,ร่าง พ.ร.บ.รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 แล้ว จากนั้นจะส่งไปยังวุฒิสภาพิจารณาต่อไป
ต่างประเทศ
9.ภาษีทรัมป์เขย่าเศรษฐกิจไทย
ปัญหาของเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ศึกภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศเข้ามาด้วย เพราะสงครามการค้าสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีไทย 19% ทำให้การส่งออกครึ่งหลังปีนี้ ชะลอตัวอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องภาษีค่าผ่านทาง (transshipment) ที่ยังไม่มีข้อตกลงเงื่อนไขอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าห่วง เพราะอาจทำให้สุดท้ายการเจรจาสหรัฐฯ หรือการเจรจาการค้าเสรี (FTA) การค้าที่ไทยต้องเปิดตลาดใหม่ๆ รวมถึงการดึงนักลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ได้รับผลกระทบ เพราะเรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยความเชื่อมั่นของนโยบายเศรษฐกิจและรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ
10.สินค้าจีนทะลักเข้าไทย
ภายหลังสหรัฐได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนใหม่หรือภาษีทรัมป์ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับไทยที่ 19% แต่กำหนดอัตราของบางประเทศสูงกว่าไทยเช่น จีน (34%) ไต้หวัน (20%) เวียด นาม (20%) และอินเดีย (25%) ได้สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ซึ่งสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงอาจทะลักเข้ามาในตลาดไทยแทน
ผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะมีการไหลทะลักของสินค้าเข้ามาในไทย เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราภาษีกับไทยมากที่สุดถึง 15% ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และการอุดหนุนจากภาครัฐที่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิม และความสะดวกทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ยิ่งเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้น
11.บทบาทไทยบนเวทีโลก
วันนี้ สิ่งประเทศไทยอ่อนแอคือ การสื่อสารบนเวทีโลก และในเวทีของอาเซียน เนื่องจากในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งสมัยท่าน “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” อดีตรมว.ต่างประเทศ ตอนนั้น ทำไว้ได้ดี และเมื่อปรับ ครม. เปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศ คนใหม่เป็นท่าน “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” บทบาทในเวทีต่างประเทศของไทยก็ลดลง ทำให้ไทยเสียเปรียบในช่วงของการมีปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชา เพราะกัมพูชาเดินทางไปคุยกับนานาชาติในเวทีใหญ่ ขณะที่ไทยเป็นรองอยู่มาก ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยต้องกลับมาวางแผนให้ดี และเลือกคนที่จะมานั่ง รมว.ต่างประเทศ ที่เก่งและมีความรู้มีประสบการณ์ก็จะมีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีนัยยะสำคัญ
ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้เป็นเหมือนมรสุมลูกใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำประเทศไทย ส่งผลให้ประชาชนประสบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ลดลง จนเป็นเหตุให้ หนี้เน่าพุ่งทะยานต่อเนื่อง ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ นอกจากจะคุมเกมการเมืองให้ได้ตามคำมั่นสัญญายังต้องดูแลเศรษฐกิจ ให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าที่มีความท้าทายมากกว่าเดิมในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย
ทีมเศรษฐกิจอีจัน