หัวกะทิไทยสมองไหล! หนีไปต่างประเทศหมด เหตุทำงานไทยไร้อนาคต

หัวกะทิไทยสมองไหล! หนีไปต่างประเทศหมด เหตุทำงานไทยไร้อนาคต เอกชนจี้รัฐรื้อแผนชาติไปต่อ

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมคณะหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.1/2) ศึกษาดูงานระหว่างวันที่ 15-16 พ.ค. 2569 ณ สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา “สูญเสียคนเก่ง” โดยไม่รู้ตัว แม้จะมีบุคลากรคุณภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจำนวนมาก แต่ระบบของประเทศยังไม่สามารถสร้างพื้นที่อนาคตรองรับการเติบโตของคนเหล่านี้ได้เพียงพอ

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

ทั้งนี้จากการหารือกับนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกรระดับแนวหน้าของประเทศ ทำให้เห็นชัดว่าไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรสูงกว่าที่สังคมรับรู้ โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA สะท้อนว่าคนไทยมีความทักษะและความสามารถออกแบบ สร้าง ควบคุม และบริหารจัดการดาวเทียมได้ด้วยตัวเองถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านความมั่นคง เกษตรกรรม โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

“สิ่งที่น่ากังวลคือ บุคลากรระดับหัวกะทิจำนวนมาก โดยเฉพาะนักศึกษาปริญญาโทและเอกที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อในต่างประเทศ มักได้รับข้อเสนอทำงานต่อทันทีจากประเทศพัฒนาแล้ว เพราะมีรายได้ คุณภาพชีวิต เครื่องมือวิจัย และโอกาสก้าวหน้าที่ดีกว่า ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่เพราะคนไทยไม่รักประเทศ แต่เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างอนาคตที่ชัดเจนพอให้คนเก่งอยากกลับมา” นายอดิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ มองว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการให้ทุนการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสร้าง อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อรองรับบุคลากรคุณภาพสูง ซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งสร้าง “National Strategic Talent Ecosystem” อย่างจริงจัง ผ่านองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Talent, Mission, Market, Funding และ Career Path เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำงานและการเติบโตในระดับสากล

พร้อมเสนอให้รัฐบาลกำหนดอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคตอย่างชัดเจน อาทิ เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), หุ่นยนต์ (Robotics), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), พลังงานสะอาด (Clean Energy) และวัสดุขั้นสูง (Advanced Materials) รวมถึงสร้างพื้นที่เศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนเฉพาะทางเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับโลก

นายอดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าผู้สนับสนุน แต่ต้องเป็นผู้ซื้อรายแรกของนวัตกรรมไทย โดยหน่วยงานรัฐควรนำข้อมูลดาวเทียม ระบบ AI และเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยมาใช้งานจริง เพื่อสร้างตลาดภายในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้ง Thailand Strategic Talent Program เพื่อสนับสนุนนักวิจัยและบุคลากรระดับสูง ผ่านทุนวิจัย เงินสนับสนุน เครื่องมือ และเส้นทางอาชีพที่แข่งขันได้ในระดับโลก พร้อมเร่งเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน นักลงทุน และภาครัฐ ให้ทำงานร่วมกันในรูปแบบระบบนิเวศเดียวกัน เหมือนประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอิสราเอล

“โลกอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันด้วยทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่แข่งขันกันด้วยคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถรักษาและดึงดูดคนเก่งไว้ได้ดีที่สุด” นายอดิษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ดีประเทศไทยยังมีความหวัง เพราะมีทั้งคนเก่ง สถาบันที่ดี และเทคโนโลยีที่เริ่มก้าวทันโลก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งสร้าง คือ ระบบอนาคตของประเทศที่ชัดเจนมากพอให้คนเก่งของไทยมองเห็นอนาคตของตัวเองในประเทศไทย ก่อนที่วันหนึ่ง ไทยจะเหลือเพียงความภูมิใจว่าคนไทยเก่งระดับโลก แต่คนเหล่านั้นกลับไม่ได้อยู่สร้างอนาคตให้ประเทศบ้านเกิด