ผู้ว่า ธปท. ชี้กู้ 4 แสนล้าน รัฐอัดงบฯ บูสต์เศรษฐกิจ ย้ำติดตามนโยบายใกล้ชิด คาดดันจีดีพีปี‘69 ดีด 2.1%

“ผู้ว่าแบงก์ชาติ” ชี้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อัดงบฯ บูสต์เศรษฐกิจ ย้ำติดตามนโยบายเน้นการลงทุนใกล้ชิด คาดดันจีดีพีปี‘69 ดีด 2.1% มองช่วงแจกเงิน 4,000 บาท ดัน “เงินเฟ้อ” เพิ่มไตรมาส 3/2569 ยันขึ้นชั่วคราว

วันนี้ (7 พ.ค.69) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลกระทบของมาตรการตาม พ.ร.ก. วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดีขึ้น โดยยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง แม้เงินเฟ้อในปีนี้มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นก็ตาม

นายวิทัยกล่าวว่า ตามนิยามของ Stagflation นั้น เศรษฐกิจต้องชะลอตัวอย่างรุนแรง ขณะที่เงินเฟ้อต้องอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งสถานการณ์ของไทยในปัจจุบันยังไม่เข้าข่ายดังกล่าว เพราะแม้เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ แต่คาดว่าจะทยอยลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีหน้า หลังฐานราคาสินค้าในปีนี้อยู่ในระดับสูง

“เรายังเชื่อว่าเงินเฟ้อไม่น่าจะอยู่ยาว และประเทศไทยยังไม่อยู่ในภาวะ Stagflation เพียงแต่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามและปัจจัยต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

ขณะเดียวกัน ไทยแตกต่างจากหลายประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงเกินกรอบเป้าหมาย เพราะเงินเฟ้อไทยยังอยู่บริเวณขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ

นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับผลของ พ.ร.ก. วงเงิน 400,000 ล้านบาท ล่าสุด ธปท. ประเมินว่า จะช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2569 ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6% ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโตจากเดิมที่คาดไว้ 1.5% เป็นประมาณ 2.1% ส่วนปี 2570 คาดว่าจีดีพีจะเติบโตประมาณ 1.6% ตามผลของฐานเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งอาจช่วยประคองเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้

ด้านเงินเฟ้อทั่วไป เดือนเม.ย.69 ล่าสุดอยู่ที่ 2.89% สอดคล้องกับที่ ธปท. คาดการณ์ไว้ โดยทั้งปี 2569 นี้คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ราว 3-3.1% จากเดิมที่ประเมินไว้ 2.9% หลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก. ดังกล่าว ขณะที่บางช่วงอาจเห็นเงินเฟ้อแตะระดับ 4-5% ได้ โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ

“ปีหน้า คาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.4%”

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามในทางปฏิบัติในส่วนที่การลงทุน รัฐบาลมุ่งมั่นเรื่องการลงทุนเพื่อปรับการใช้พลังงานในประเทศ ขณะเดียวกัน การใช้งบฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมีผลต่อเงินเฟ้อทั้งปีไม่มากนัก แต่จะมีผลกับเงินเฟ้อรายไตรมาสบ้าง

“เช่น เงินเฟ้อในไตรมาสที่ 3/2569 ที่มีเงิน 4,000 บาทอัดเข้าระบบ ในช่วงเดือน 6-9 หรือเดือนมิ.ย.-ก.ย.69 อาจมีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นรายไตรมาส“

นายวิทัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้จำเป็นต้องพึ่งพามาตรการการคลังเป็นหลัก ขณะที่ ธปท. อยู่ระหว่างทยอยออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งการปรับเกณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อ การผลักดันโครงการ Secure Plus เพื่อเปิดทางให้นำที่ดินมาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงติดตามสถานการณ์หนี้เสีย (NPL) อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ธปท. ยังเตรียมประกาศมาตรการลดค่าธรรมเนียมทางการเงินเพิ่มเติมภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลบางส่วนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระให้รายย่อยและ SME ในระยะยาว

นายวิทัยกล่าวว่า ส่วนประเด็นธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ผู้ได้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย ยังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดตั้งระบบภายใน ทั้งด้านไอที ระบบบริหารความเสี่ยง และโครงสร้างองค์กร โดยตามเงื่อนไขจะต้องเปิดดำเนินการภายใน 1 ปี และสามารถขยายเวลาได้อีก 1 ปี หากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ธปท. เชื่อว่า ภายในสิ้นปีนี้อย่างน้อยจะมี Virtual Bank เปิดดำเนินการได้ 2 แห่ง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขยายโอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้กลุ่มฐานราก พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเงินเดิม

สำหรับแนวโน้มสินเชื่อในปีนี้ ผู้ว่าฯ ยอมรับว่า ยังเติบโตได้ไม่มากนักตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ ธปท. พยายามออกมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่อง ทั้งซอฟต์โลน การลดต้นทุนทางการเงิน การผ่อนคลายเกณฑ์บางด้าน รวมถึงอยู่ระหว่างทบทวนอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนในภาพรวม