วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองในปัจจุบันว่า ไทยมีน้ำมันสำรองที่พร้อมใช้ทันทีในประเทศประมาณ 50 – 60 วัน มีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรืออีกประมาณ 30 วัน และมีน้ำมันตามสัญญาจัดหาที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีกประมาณ 30 วัน รวมแล้วประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานกว่า 100 วัน
ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ แม้เกิดสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานเต็มรูปแบบ หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างเข้มงวด โดยสั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรงในประเทศ เพิ่มกำลังการผลิตและห้ามหยุดการผลิตเด็ดขาด พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในการระงับการส่งออกน้ำมันไปยังต่างประเทศ ยกเว้นการส่งออกให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และเมียนมา เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ (DSI) ในการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 อย่างใกล้ชิดเป็นรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนและตรวจสอบหาสาเหตุของปัญหาน้ำมันขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา
นอกเหนือจากมาตรการควบคุมแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมยุทธศาสตร์พลังงานทดแทน โดยเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศ ทั้งน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 (B20) และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 (E20) เพื่อลดการพึ่งพาและการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทย
โดยน้ำมันดีเซลบี 20 มีคุณสมบัติเด่นที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลระดับยูโร (Euro Standard) เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นมลพิษทางอากาศประจำฤดูกาลของประเทศแล้ว รัฐบาลยังได้เข้ามาสนับสนุนด้านราคา โดยมีส่วนต่างราคาช่วยลดภาระต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนสูงสุดลิตรละ 7 บาทด้วย
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายบี 20 ในครั้งนี้ นายสราวุธ ระบุว่า กรมธุรกิจพลังงานได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมี 13 ค่ายรถยนต์ร่วมยืนยันความพร้อมว่า มีรถยนต์รวมกันถึง 1,135 รุ่น ที่สามารถใช้น้ำมันบี 20 ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ และผู้ใช้งานยังคงได้รับการคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขการรับประกันของผู้ผลิตทุกประการ
ขณะเดียวกัน ในฝั่งของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ทั้ง 8 แบรนด์ ได้ร่วมกันผลิตและจัดจำหน่ายน้ำมันบี 20 ซึ่งปัจจุบันมีสถานีบริการเปิดขายแล้วกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง และมีแผนเร่งขยายให้ครอบคลุมเป็น 1,000 แห่งภายใน 1 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำมันคุณภาพได้อย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตามการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่า ในปี 2569 ประเทศไทยจะมีผลผลิตปาล์มรวมประมาณ 21.87 ล้านตันต่ออปี คิดเป็นปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ประมาณ 3.94 ล้านตันต่อปี
ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสำหรับภาคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 1.25 ล้านบาทต่อปี สำหรับการส่งออกประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้ยังมีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือที่สามารถนำไปใช้ในภาคพลังงานได้ประมาณ 1.49 ล้านตันต่อปี
ทั้งนี้ หากมีการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 ในสัดส่วน 10% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด ก็จะส่งผลให้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานรวมประมาณ 1.23 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าประเทศไทยมีผลปาล์มน้ำมันเพียงพอรองรับการผลิตไบโอดีเซลเพื่อผสมเป็นน้ำมันดีเซล B20 แน่นอน
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าถ้าราคาน้ำมัน B20 แพงกว่าน้ำมันดีเซลปกติ และอาจมีการยกเลิกการขายแบบที่ผ่านมาหรือไม่นั้น อธิบดีพลังงาน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ตั้งแต่ช่วงผลผลิตปาล์มล้นตลาด สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เราต้องถอดบทเรียนว่า การยืนด้วยขาของตัวเองดีที่สุด
สำหรับบทเรียนในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2561 การเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และทุกครั้งที่เกิดวิกฤตแนวคิดการใช้ B20 ก็มักถูกให้ความสนใจอีกครั้ง ส่วนอีกด้านหนึ่งรัฐมนตรี และผู้บริหาร กำลังผลักดันคือ การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขในกฎหมาย และต้องมีการตรวจเช็คตลอด เพราะเมื่อถึงจุดที่เกิดวิกฤต มีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อของบางอย่างได้
ขณะที่ความต้องการน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น และจะโตต่อเนื่องไปถึงปี 2050 ดังนั้นไทยจึงมีความจำเป็นในการใช้น้ำมันในโครงสร้างพื้นฐาน ต่อจากนี้ะต้องดูว่าจะสำรองน้ำมันตรงไหนได้บ้าง และเรายังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศด้วย เพื่อให้ภาคพลังงานของไทยเกิดความยั่งยืน
ใ
