ส.ธนาคารไทย ยันยังไม่มีเกณฑ์โอนเงิน กำหนด 3,000 บาท/วัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

15 กันยายน 2568

ส.ธนาคารไทย ยันยังไม่มีเกณฑ์โอนเงิน กำหนด 3,000 บาท/วัน

วันนี้ (15 ก.ย.68) นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ยังคงมีต่อเนื่อง ล่าสุด ยอดความเสียหายจากกรณีมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเอง โดยไตรมาส 2/68จำนวนอยู่ที่ 5,651 ล้านบาท เฉลี่ยรายเดือนจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท หากเทียบกับกรณีแอปดูดเงินขณะนี้ความเสียหาย 0 กรณี จากที่เคยสูงถึง 7,444 กรณี

จึงมีการบังคับใช้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 โดยได้ใช้มาตรการระงับธุรกรรมทางการเงินของบัญชี ที่มีการตรวจสอบเส้นเงินที่รับมาจากบัญชีต้องสงสัย ทำให้มีการกวาดบัญชีผู้สุจริตเข้ามาเป็นผู้ต้องสงสัยด้วย ส่งผลให้หลายบัญชีถูกระงับการใช้บริการ จึงเร่งแก้ไขผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์

ถายหลังจากการหารือร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และสมาคมธนาคารไทยแล้ว

“ได้เห็นชอบร่วมกันในการปรับแนวทางการระงับธุรกรรมและกระบวนการปลดการระงับ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งจะกำหนดเงื่อนไขใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้”

นางสาวดารณีกล่าวว่า ตามที่กำหนดใน พ.ร.ก.ฯ โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบที่ได้รับจาก ศปอท.โดยเร็วที่สุดไม่เกินกว่า 2 ชั่วโมง (วันละ 3 รอบ เวลา 11.00 น. 15.00 น. และ 19.00 น.) ซึ่งจะใช้เวลานานสุดไม่เกิน 4 ชั่วโมง และหากส่งคำร้องเรียนมาก่อน 19.00 น. จะพยายามดำเนินการให้เสร็จในสิ้นวัน เพื่อส่งกลับให้ ศปอท. ประมวลผล และส่งกลับมาแจ้งธนาคารพาณิชย์ เพื่อปลดการระงับธุรกรรม เร่งปรับการแจ้งผู้ถูกระงับธุรกรรมให้มีความชัดเจน ถึงลักษณะการถูกระงับและสิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบนั้นต้องทำต่อ และให้เป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น

“มาตรการระงับธุรกรรมชั่วคราว ประชาชนจะโดนระงับเฉพาะธุรกรรมที่มีความเสี่ยง สมมุติโดนระงับ 100 บาท มีเงินในบัญชี 1,000 บาท 900 บาทยังใช้งานได้ แต่ 100 บาทใช้ไม่ได้ ส่วนที่เหลือยังใช้จ่ายได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นผู้สุจริต ตอนนี้ขอให้ไปปลดระงับ แล้วจะได้ด้วยความรวดเร็ว”

นางสาวดารณีกล่าวว่า ขั้นตอนที่กระทบประชาชนเป็นจำนวนมาก คือการระงับเงินชั่วคราวและระงับจำนวนเงินเท่าที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมต้องสงสัยเท่านั้น ซึ่งได้ไม่ได้ระงับทั้งบัญชี และมีเงินเหลืออยู่ในบัญชียังสามารถใช้ได้

ซึ่งการระงับธุรกรรมต้นตอมาจาก พ.ร.ก.ฯ ระบุว่า ถ้ามีคนแจ้งความเสียหาย ธนาคารมีหน้าที่ต้องระงับธุรกรรม โดยระงับตามจำนวนที่เกิดความเสียหาย จนกระทั่งได้ครบจำนวน เพราะฉะนั้นธนาคารจะระงับแค่ธุรกรรม หากพิสูจน์ทราบแล้วจะคืนเงินครบจำนวน โดยธนาคารทำหน้าที่ตามที่ พ.ร.ก.ฯ กำหนดไว้

“ยืนยันว่า การถูกอายัดบัญชีในกรณีการกระทำทุจริตทางการเงิน จะต้องเป็นผู้ที่มีหมายอายัดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ปปง.ได้พิสูจน์ความผิดแล้ว เมื่อตำรวจส่งมาให้ยัดมาให้ธนาคารอายัดทุกบัญชีที่มีอยู่ในธนาคาร”

ทั้งนี้ ธปท. ยังกล่าวถึงความกังวลของประชาชนที่แห่กดเงินสดออกจากบัญชี ว่าขณะนี้แม้ยอดการกดเงินสดจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่พบสัญญาณผิดปกติ ธุรกรรมผ่านพร้อมเพย์ยังดำเนินไปตามปกติ ยืนยันว่าธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องเพียงพอ และได้เตรียมเงินสดรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว

นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย เผยว่า ทำไมถึงต้องยกระดับมาตรการ เพราะสิ่งที่ตรวจสอบเจอบัญชีม้า คนที่เป็นบัญชีม้าจริงๆ หากเขาใช้บัญชีม้า 1 บัญชี โดยเฉลี่ยจากที่ระงับได้ หากเขาเปิด 10 บัญชี ที่เหลือของเขาก็จะเป็นบัญชีม้า ถ้าไม่ไประงับบัญชีอื่น เดี๋ยวมันจะมีบัญชีม้าตามมาเป็นบัญชีที่ 12345 เกือบ 10 ตรงนั้น เราเลยค่อนข้างมั่นใจว่าเราตรวจสอบว่าแพตเทิร์นนี้คือบัญชีม้าแน่นอน เลยจะขอยกระดับ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ

กรณีกระแสข่าวระบุกำหนดการโอนเงิน 3,000 บาท ทำให้คิดว่าต้องโอนเงินต่ำกว่า 3,000 บาท/วัน ยืนยันว่าตัวเลขดังกล่าวไม่เป็นความจริง ซึ่งในส่วนของจำนวนเงินยังอยู่ระหว่างการหารือ แต่มิจฉาชีพมีการไปโพสต์บอกว่าจะมีการปรับเงิน 3,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

“จริงๆ เราจะตรวจสอบบัญชี เช่น การซื้อขายไม่เยอะ แต่ต่อให้ตัวเลขเยอะก็จะดูว่าถ้าบัญชีรับเข้ามา 10,000-20,000 บาท ซึ่งเป็นธุรกรรมเป็นปกติทุกวัน อันนี้ก็จะปลดตอนนั้น เพราะถือเป็นการเดินบัญชีปกติ”