“เอกนิติ” เผย ตั้งรัฐบาลเสร็จ พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส” ลั่นสัญญาแล้วต้องทำ

ธรรมธรรม อีจัน

ธรรมธรรม อีจัน

24 มีนาคม 2569

“เอกนิติ” เผย ตั้งรัฐบาลเสร็จ พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง พลัส” ลั่นสัญญาแล้วต้องทำ

วันที่ 24 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามนโยบายที่ได้ให้คำมั่นไว้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างให้ทีมงานศึกษารายละเอียดและรูปแบบที่เหมาะสม

“สัญญาแล้วก็ต้องทำ ตอนนี้ให้ทีมศึกษาอยู่ ตั้งรัฐบาลมีแน่ เงินก็พยายามหาเงินอยู่ สิ่งที่เราเตรียม ตอนรัฐบาลทีแล้วให้เร่งเบิกจ่าย เศรษฐกิจจะได้หลุดจากหล่ม แต่วันนี้ ยังมีหน่วยราชการอีกเยอะ ที่ไม่ได้ทำสัญญา ง่ายๆ ก็จะยึดคืนนะ เพราะจะสิ้นสุดงบประมาณแล้ว เอามาช่วยดูแลประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ระบุว่า การตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อประเมินสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยยอมรับว่าไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ จำเป็นต้องใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาไม่ให้รวดเร็วเกินไป พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดพลังงาน

ทั้งนี้ หากฝืนกลไกตลาดจะไม่สามารถรับมือได้ และการปรับราคาทีละขั้นไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในภาวะวิกฤตพลังงานรุนแรง จำเป็นต้องปรับตัวทั้งระบบเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเฉพาะต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

พร้อมย้ำว่าสุดท้ายราคาน้ำมันต้องเป็นไปตามกลไก แต่รัฐจะบริหารจัดการไม่ให้กระทบรุนแรงเกินไปนายเอกนิติ ยังเตือนว่า หากตรึงราคาต่อไป อาจเกิดปัญหาน้ำมันเถื่อนไหลไปขายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ

สำหรับแนวทางการปรับราคา ยอมรับว่าเดิมประเมินจะปรับขึ้น 90 สตางค์ แต่สุดท้ายจำเป็นต้องปรับขึ้น 1.80 บาทในครั้งเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันจากการปรับขึ้นแบบทยอยนอกจากนี้ ย้ำว่ารัฐต้องประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วและปรับตามความเปลี่ยนแปลง โดยชี้ว่าหลายประเทศที่ผลิตน้ำมันเองยังปล่อยให้ราคาลอยตัวตามตลาดโลก

เมื่อถูกถามว่าราคาดีเซลมีแนวโน้มเกิน 33 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายเอกนิติ ยอมรับว่าเป็นไปตามสถานการณ์ตลาดโลก พร้อมระบุว่ารัฐต้องดูแลภาคเกษตร โดยอาจปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B10 เป็น B20ส่วนกรณีถูกตั้งคำถามเรื่องการตรึงราคาในช่วงแรก นายเอกนิติ ระบุว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงและปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก