ซีไอเอ็มบี ไทย เปิด​ 5 ปัจจัยลบ​ กดดอกเบี้ยไทยปีหน้าแตะ​ 1.50%

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

19 ธันวาคม 2567

ซีไอเอ็มบี ไทย เปิด​ 5 ปัจจัยลบ​ กดดอกเบี้ยไทยปีหน้าแตะ​ 1.50%

วันนี้ (19 ธ.ค.67) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า มองต่อไปในปี​ 68​ เชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย​นโยบายลงได้อีกจากระดับ​ 2.25% ในปี​ 67 สู่ระดับ​ 1.50% ในปี​ 68​ ด้วย 5 ปัจจัย ​ดังนี้

1.กำลังซื้อครัวเรือนระดับล่างอ่อนแอ​

เศรษฐกิจ​ไทยเติบโตในรูปแบบที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้มีมากขึ้น​ มีความเสี่ยงที่คนรายได้น้อย​จะยังมีปัญหาขาดรายได้​ โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตร​ อีกทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)​ ภาคบริการในต่างจังหวัด ​โดยเฉพาะ​เมืองที่ไม่ได้รับประโยชน์​จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังคงมียอดขายตกต่ำลากยาวต่อเนื่อง​

ซึ่งจะซ้ำเติมการเข้าถึงสินเชื่อจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง​ แม้ได้มีมาตรการแจกเงินคนในกลุ่มเปราะบางไปแล้วในปลายไตรมาส 3/67​ แต่กิจกรรม​ทางเศรษฐกิจ​กลับไม่คึกคักและคาดว่าเม็ดเงินที่จะแจกต่อไปอาจไม่ได้ให้คนกลุ่มนี้มากเท่าในอดีต

2.ภาคการผลิตซึมยาว

ดัชนีภาคการผลิตหดตัวต่อเนื่อง​ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม​ยานยนต์​ จากยอดขายรถยนต์ที่หดตัวแรงในปี​ 2024​ แม้เราคาดว่าสถานการณ์​ตลาดรถยนต์​น่าจะกลับมาทรงตัวได้ในช่วงกลางปี​ 68 แต่ในช่วงครึ่งแรกของปี​ กำลังซื้อของแรงงานและคนในอุตสาหกรรม​นี้ยังอ่อนแอ​ รวมทั้งมีความเสี่ยงด้านการส่งออกที่อาจเติบโตช้าท่ามกลางสงคราม​การค้า​ ที่อาจกระทบอุตสาหกรรม​อื่นๆ​ เช่น​ อิเล็กทรอนิกส์​ อาหารแปรรูป​ และเคมีภัณฑ์​ ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อในภาคอุตสาหกรรม​ได้

3.อัตราเงินเฟ้อต่ำไม่ถึงกรอบล่างนโยบายการเงิน

คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี​ 2025​ จะเฉลี่ยที่ระดับ​ 1.0% ซึ่งแตะกรอบล่างของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ​ 1.0%-3.0% แต่หากกำลังซื้ออ่อนแอ​จากทั้งภาคเกษตร​ อุตสาหกรรม​ และบริการในกลุ่มที่ไม่ใช่ภาคการท่องเที่ยวแล้ว​ราคาสินค้าก็ยากที่จะขยับขึ้นได้​

นอกจากปัจจัยด้านอุปสงค์อ่อนแอแล้ว​ เศรษฐกิจ​ไทยยังมีปัญหาอื่นที่กระทบผู้ประกอบการไทย ในปี​ 68​ คาดว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงซึ่งแม้จะช่วยทำให้ต้นทุนสินค้าลดลง​ตามค่าขนส่ง​ ​แต่จากการแข่งขันที่รุนแรง​ ห่วงว่าราคาสินค้าอาจปรับย่อลงมากจนกระทบผู้ประกอบการ​รวมทั้งสินค้าราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้ามาจนผู้ประกอบการไทยแข่งขันยากลำบาก​

ทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง​ ซึ่งปัจจัยด้านหลังอาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย​ แต่ดอกเบี้ยที่ลดลงก็น่าจะช่วยพยุงนักธุรกิจ​ไทยได้บ้างในช่วงที่การส่งผ่านของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงไปสนับสนุนกำลังซื้อคนในประเทศ

4.เศรษฐกิจ​ไทยขยายตัวต่ำลากยาว

ศักยภาพ​ของ​เศรษฐกิจ​ไทยน่าจะเติบโตได้ไม่ถึง​ 3% ในระยะยาว​ อาจจำกัดไว้ที่​ 2.50-3.00% ในอีก​ 5 ปีและอาจปรับลดลงไปต่ำกว่า​ 2.50% ในภายหน้า​ ที่เศรษฐกิจ​ไทย​เสี่ยงโตช้าลงในระยะยาวเพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง​ ทั้งสังคมสูงวัย​ขาดแคลนแรงงาน​ ทักษะแรงงานต่ำ​ การลงทุนภาคเอกชนต่ำ​ ขาดนวัตกรรม​และอื่นๆ​ มากมาย​

ซึ่งอาจมองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ​ แต่เราก็พอเห็นได้ว่าหากอัตราดอกเบี้ย​ลดลงได้จริงก็น่าสนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ​การผลิต​ของแรงงานและช่วยให้เศรษฐกิจ​ไทยขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว

5.เผชิญสงครามค่าเงิน

สุดท้ายสงครามการค้ามักนำไปสู่สงครามค่าเงิน​ เพราะเมื่อสหรัฐ​ตั้งกำแพงภาษีจากจีนและประเทศที่เกินดุล​การค้า​กับสหรัฐ​ ประเทศจีนและประเทศอื่นๆ​ รวมทั้งไทย จะเผชิญความลำบากในการส่งออก​ หากต้องการส่งออกมากขึ้นก็ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา​นั่นคือขายของให้ถูกลงในรูปสกุลเงินดอล​ลาร์สหรัฐ​ ซึ่งหนีไม่พ้นการหามาตรการปล่อยให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่าเทียบดอลลาร์​สหรัฐและคู่แข่ง​

ทั้งนี้​ มาตรการทางการเงินสามารถ​สนับสนุนให้ค่าเงินอ่อนค่าได้ด้วยการลดดอกเบี้ย​เพื่อลดความน่าสนใจของสกุลเงินตัวเอง​ สนับสนุน​ให้​เกิด​เงินไหลออก​แต่ต้องระวังว่าทรัมป์อาจเพ่งเล็ง​ประเทศเหล่านี้ว่าบิดเบือน​ค่าเงิน​ หรือทำค่าเงินให้อ่อนเกินปัจจัยพื้นฐานเพื่อให้เกินดุลการค้า​กับสหรัฐ​ ซึ่งจะเสี่ยงโดนจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น

ดร.อมรเทพ กล่าวว่า ด้วยปัจจัยเหล่านี้​ จึงเตรียมรับมือดอกเบี้ยที่ลดลงเพื่อปรับสมดุล​กับเศรษ​ฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงไป​ ซึ่งไม่ใช่ดอกเบี้ยขาลงเพื่อรับมือกับวิกฤติ​เศรษฐกิจ​หรือความเสี่ยงเศรษฐกิจ​ถดถอย​ และเชื่อว่าหากในอนาคต​ เศรษฐกิจ​ไทยต้องเผชิญ​ปัญหา​ในรูปแบบอื่น​

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ​ก็จะมีเครื่องมือในการรับมือได้​ไม่ได้สูญเสียขีดความสามารถ​ใน​การ​ดำเนิน​นโยบาย​การเงิน​แต่อย่างไร​ และน่าเห็นรอบการลดอัตราดอกเบี้ยนี้ตั้งแต่การประชุมแรกของปี​ 68 และไปจบรอบการลดอัตราดอกเบี้ย​ในช่วงไตรมาส​ 3/68

อย่างไรก็ดี​ ปี​ 68 เป็นปีที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนภาคต่างประเทศสูง​ ซึ่งอาจทำให้ทางกนง.ลดอัตราดอกเบี้ย​น้อยกว่า​คาด​ เช่น​ ปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐรุนแรง​ขึ้น​จนกระทบเงินเฟ้อโลก​ ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นจากปัญหาภูมิ​รัฐศาสตร์​ในรัสเซีย​และในตะวันออกกลาง​รวมทั้งความเป็นไปได้ที่สงครามการค้าอาจเลื่อนออกไปหรือลดความรุนแรง​ลง​

รวมทั้งอาจมีมาตรการดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ช่วยคนมีภาระหนี้เฉพาะกลุ่ม ซึ่งล้วนพอจะทำให้นโยบายการเงินต้องให้น้ำหนักด้านเสถียรภาพ​ทางเศรษฐกิจ​ควบคู่ไปกับการดูแลด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ​ในระยะยาว​และอาจลดอัตราดอกเบี้ย​เหลือเพียง​ 1.75% เท่านั้นและจบรอบการลดอัตราดอกเบี้ย​ในช่วงไตรมาส 2/68