เครดิตบูโรห่วง “ลูกหนี้” หันกู้นอกระบบเจอดอกโหด หลังแบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อ

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

17 กุมภาพันธ์ 2569

เครดิตบูโรห่วง “ลูกหนี้” หันกู้นอกระบบเจอดอกโหด หลังแบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อ

วันนี้ (17 ก.พ.69) ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เปิดเผยว่า ภาพรวมของปี 2567 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า พบว่ามูลค่าหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สะท้อนจากมูลค่าหนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% สอดคล้องกับสภาวะที่สถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆ มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้สินเชื่อไม่ค่อยขยายตัว

ดร.ลัษมณกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าหนี้จะทรงตัว แต่สถานการณ์ของหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) กลับมีทิศทางที่เป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยสัดส่วน NPL ของหนี้ครัวเรือนที่ค้างชำระเกิน 90 วันในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9.6% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9% ต้นๆ

โดยกราฟของเอ็นพีแอลยังคงมีลักษณะไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่การพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแบบชันมาก แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่กราฟของหนี้ครัวเรือนในภาพรวมของประเทศมีลักษณะเป็นเหมือน “ที่ราบสูง” คือไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“ขณะนี้ทางเครดิตบูโรกำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อมูลเชิงลึกแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หลังจากนี้”

ดร.ลัษมณกล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือกลุ่มหนี้ที่เรียกว่า Special Mention (SM) หรือกลุ่มลูกหนี้ที่เริ่มเห็นอาการค้างชำระ (Stage 2) ซึ่งในภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะระบุว่ากลุ่ม SM เหล่านี้จะไหลกลายเป็น NPL มากน้อยเพียงใดนั้นยังทำได้ยาก เนื่องจากมีปัจจัยเรื่อง “เขื่อนกั้น” ซึ่งก็คือมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ เข้ามาเกี่ยวข้อง ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สนับสนุนให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ทันทีที่เริ่มเห็นสัญญาณไม่ดี เพื่อไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย

ด้วยเหตุนี้ เส้นกราฟข้อมูลจึงมีลักษณะ “ยึกๆ ยือๆ” หรือมีความผันผวนขึ้นลงตามจังหวะการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ถึงแม้จะมีมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้ เส้น NPL ก็ยังคงไต่ระดับขึ้นอยู่ดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในบางกรณี ปริมาณหนี้เสียอาจมีมากจนทะลัก “เขื่อน” ที่กั้นไว้

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ลูกหนี้บางรายแม้จะผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังกลับมามีปัญหาซ้ำจนต้องปรับโครงสร้างหนี้ใหม่เป็นรอบที่สองหรือสาม ซึ่งสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะเห็นภาพลูกหนี้กลุ่มนี้ชัดเจนกว่าข้อมูลในภาพรวมขนาดใหญ่ของเครดิตบูโร

ดร.ลัษมณกล่าวว่า ปี 2569 ทางเครดิตบูโรคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะใกล้เคียงเดิม คือหนี้ครัวเรือนจะไม่พุ่งสูงขึ้นมากเพราะสถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ, แต่คุณภาพหนี้ (NPL) ยังคงเป็นเรื่องที่น่าห่วงและอาจจะเห็นการไต่ระดับขึ้นต่อ หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อาจจะดูดีขึ้นหรือลดลงในเชิงตัวเลข แต่ในชีวิตจริง ประชาชนยังคงต้องพึ่งพาสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) ในระดับที่สูงมาก เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

จุดที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่ม สินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ ซึ่งสะท้อนถึงเครื่องมือทำมาหากินของประชาชน หากกลุ่มนี้มีปัญหา NPL สูง จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ และเมื่อระบบธนาคารมีความเข้มงวดมากขึ้น มีความกังวลว่าลูกหนี้ที่เคยอยู่ในระบบจะไหลออกสู่หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็นข้อมูล (Invisible) และมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงมากจนซ้ำเติมชีวิตผู้คน

นอกจากนี้ ในกลุ่มภาคธุรกิจ NPL ในกลุ่ม Micro-SME และกลุ่ม Small SME (S) ยังคงมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นและเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ต่างจากกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง (M) และขนาดใหญ่ (L) ที่สถานการณ์ NPL ยังคงทรงตัวและน่าอุ่นใจกว่า แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องติดตามเพิ่มคือสภาวะในตลาดหนี้ (Bond Market) แทน

ดร.ลัษมณกล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ในยุคที่มีรัฐบาลใหม่ ทางเครดิตบูโรให้ความเห็นว่าโครงการ “ปิดหนี้ไว” (Persistent Debt) ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นความตั้งใจที่ดีในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารและบริษัทในเครือ และมีความตั้งใจที่จะขยายผลไปยังกลุ่ม Non-bank ในอนาคตเพื่อให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น โดยล่าสุดได้มีการลงนามร่วมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อจัดทำระบบและเริ่มนำลูกหนี้เข้าสู่โครงการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นข้อมูลรายงานผลในช่วงสิ้นเดือนนี้

อย่างไรก็ดี ตัวเลขลูกหนี้ที่มีศักยภาพจะเข้าโครงการนี้ในเบื้องต้นจากฐานข้อมูลมีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคารแต่ละแห่งจะต้องนำข้อมูลไปกรองซ้ำอีกครั้งว่าใครที่เข้าเงื่อนไขจริงๆ ซึ่งมักจะพบอุปสรรค เช่น ลูกหนี้บางส่วนหายไปหรือติดต่อไม่ได้

“การแก้หนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการ “เติมเงิน” หรือเพิ่มรายได้ควบคู่ไปด้วย, ซึ่งรายได้ของประชาชนจะกลับมาได้นั้นต้องพึ่งพาการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งผลักดัน”