อรรถกร ปลุกท่องเที่ยว ปัดฝุ่น “เราเที่ยวด้วยกัน” ยันใช้งบฯ 2,055 ล้าน “คุ้มค่า”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
26 กันยายน 2568

วันนี้ (26 ก.ย.68) นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ภายหลังไหว้ศาลพระภูมิ สิ่งศักดิ์สิทธ์ประจำกระทรวง ในโอกาสเข้ากระทรวงเป็นครั้งแรกว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคท่องเที่ยว ได้วางเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาใกล้ระดับก่อนโควิด ควบคู่กับการออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ
ทั้งนี้ใน 4 เดือน จะเร่งทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติขยับขึ้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่ต้องเลือกโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ และหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวลดลง เพื่อนำไปแก้ปัญหาให้ตรงจุด
พร้อมมุ่งเน้นภารกิจในกรอบ 4 เดือนตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ แต่ไม่ละเลยการวางรากฐาน สำหรับการท่องเที่ยวและกีฬาที่จะส่งผลในระยะยาว ตนทำงานรับเงินหลวงยืนยันว่าจะทำงาน เพื่อประโยชน์ของ หลวง ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง
สำหรับแผนระยะสั้นจะเน้นตลาดเป้าหมายสำคัญ หรือประเทศที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหายไป และหาวิธีดึงกลับคืนมาโดยประเทศที่จะเดินทางไป ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยจะใช้วิธีการใหม่ให้ผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นด้วยตนเอง
เช่น การเยือนจีนร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์เพื่อเจรจาเรื่องเกษตรและการท่องเที่ยว โดยการไปเยือนครั้งนี้ไม่ใช่ส่งแค่เจ้าหน้าที่ แต่ต้องเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าไทยจริงจังกับการดูแลความปลอดภัยและความสะดวกสบายของเขา
“การตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง จะไม่ประกาศเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ หรือ Mission Impossible เพื่อไม่ให้ภาคธุรกิจนำตัวเลขไปวางแผนแล้วเกิดความเสียหาย ยอมรับความจริงว่าปีนี้นักท่องเที่ยวลดลง และจะพยายามเติมส่วนที่ขาดหายไปกลับมา”
นายอรรถกร กล่าวว่า นอกจากการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะรื้อโครงการที่เคยได้ผลกลับมาใช้ เช่น โครงการลักษณะ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยจะหยิบโครงการที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุดในรอบ 10 ปีมาปรับปรุงใหม่ โดยจะเลือกสิ่งที่เคยสำเร็จ 70-80% มาปรับใช้ ดีกว่าสร้างโครงการใหม่ที่อาจสำเร็จเพียง 10% และหากมีเงินเหลือจากโครงการเก่า จะนำเข้า ครม. เพื่ออนุมัติใช้ต่อไป สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33
นายอรรถกรชี้ว่า เป็นโอกาสสำคัญที่จะประกาศความพร้อมของไทยต่อเวทีโลก พร้อมยืนยันใช้งบประมาณ 2,055 ล้านบาทอย่างคุ้มค่า หากจำเป็นต้องขอเพิ่มเพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศก็พร้อมดำเนินการ
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในรูปแบบใหม่ที่ “เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่การบังคับ”
และยอมรับว่าการจัดแข่ง F1 ต้องนำมาศึกษาต่อ แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเม็ดเงินลงทุนกับความจำเป็นด้านอื่นของประเทศเมื่อถูกถามว่าอยากให้ประชาชนจดจำการทำงานครั้งนี้อย่างไร
“ไม่จำเป็นต้องจำผม ขอให้จำว่าประเทศไทยสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านกีฬาได้ก็เพียงพอแล้ว”