วันนี้ (6 พ.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s (มูดี้ส์) ได้ออกรายงานล่าสุด โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่มี “ภูมิต้านทาน” หรือความแข็งแกร่งในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มูดี้ส์ มองเห็นความเข้มแข็งในหลายด้านของไทย โดยเฉพาะเสถียรภาพด้านต่างประเทศ ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล และประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึงประมาณ 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านเหรียญฯ หากรวมฐานะการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
สำหรับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งนี้เพียงพอสำหรับการนำเข้าสินค้าได้นานเกือบ 10 เดือน และมีสัดส่วนสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ไม่ถึง 1 ปี ถึง 2.5 เท่า แม้ในกรณีที่ต่างชาติถอนเงินออกทั้งหมด ไทยก็ยังคงมีทุนสำรองเหลือเพียงพอ
นอกจากนี้ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทย ยังได้รับคำชมว่ามีความลึกและความยืดหยุ่นสูง โดยหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (99%) เป็นการกู้เงินภายในประเทศ และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เฉลี่ยอายุ 2 ปี อยู่ที่ 1.2% และ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.1-2.2%
ทั้งนี้ จากการเดินทางร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ไทยได้ชี้แจงต่อธนาคารโลก รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ถึงแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างแหล่งเติบโตใหม่
โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาดผ่านนโยบาย BOI และการผลักดัน Direct PPA ผลจากการขับเคลื่อนเชิงรุกผ่าน BOI Fast Pass ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนจริงในไตรมาสแรก เติบโตขึ้นถึง 18% ซึ่งเป็นการปลดล็อกศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะดูแข็งแกร่ง แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญกับวิกฤตระลอกที่ 3 คือปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนทางธุรกิจ โดยตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดพุ่งสูงเกือบ 2.9% และต้นทุนค่าขนส่งขยับขึ้นกว่า 10%
ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับภาวะ Double Squeeze (รายได้หดตัวขณะที่ต้นทุนสูงขึ้น) รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียม “กระสุน” หรืองบประมาณในการเป็นกันชน (Buffer) ให้กับประชาชนและ SMEs หากรัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือ อาจนำไปสู่ภาวะตกงาน ธุรกิจปิดตัว และเกิด “แผลเป็น” ทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ GDP ของประเทศเติบโตช้าลงในระยะยาว
ส่วนกรณีที่มีความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 60% ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 90% โดยรัฐบาลยังคงยึดหลักวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด และยืนยันว่าการใช้จ่ายงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับบนี้ จะเน้น 2 ส่วนหลักคือ การเยียวยาระยะสั้น และการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ (เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว โดยจะเน้นความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้
